Monday, August 4, 2008

ตอนที่ 2.2

ใครยังไม่อ่านตอน 2.1 ขอนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายันให้ไปอ่านก่อน

ง่ายๆโดยการไปคลิ้กที่ ทางด้านขวาเลยครับ

หรือตรงนี้เลยก็ได้ >>> ตอนที่ 2.1

อ่านข้ามเลย ไม่รู้เรื่องแน่


ตอนนี้จะดูเหมือนยาว ไปหน่อยนะครับ
แต่จริงๆแล้ว แต่สี่หน้ากระดาษ ถ้าทำรูปแบบ เหมือนเรียงความทั่วไป
แต่เอามาซอยๆให้มันดูสบายตา
มีคนประเดิมอ่านไปแล้ว (ด้วง) เค้าบอกแค่ห้านาทีเองครับ


แล้วก็เตรียมหูฟังหรือลำโพงด้วยนะครับ

จะอินมากกว่าเดิมจริงๆ


แล้วใครที่กำลังติดตามบล็อกมารร้าย

มาแน่ครับ แต่ให้เดินเรื่องถึงเข้ามหาลัยก่อน แล้วดำเนินเรืองไปพร้อมๆกัน

เพราะมารร้ายหมายเลยหนึ่งอุบัติขึ้นที่นี่


ต่อ ต่อ ต่อ (จาก ตอนที่ 2.1)


ปรากฏว่า ไอ้มิกกำลังนั่งอยู่กลางแก๊งซ์ถึก แล้วหน้าตามันก็หน้าตาออกเถื่อนๆ (ในความคิดตอนนั้น)

ดำด้วย (คนเขียน ไม่ดูตัวเองเลย ว่าเป็นมากกว่าเค้าหลายเท่า)

แล้วก็พูดกันภาษาสมันพ่อขุนราม ไอ้เหี้- ไอ้สั- ไอ้ค-ย

คือตอนนั้นขอเซไปตั้งหลักก่อน

พอสติสตังส์กลับมาแล้วถึงไปทักมัน

แล้วมันเหมือนเป็นคนละคนกับในเอ็มเลย

ดูเถื่อนๆมาก ไม่ขำเลย ฝืดดดดดด น่ากลัวด้วย


น้ำตาตกใน คิดในใจว่า อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย

ข้าน้อยกลัวแล้ววว




ส่งตัวเข้าหอ

คิดแล้วยังอดขำไม่หายตอนหอบชะลอมเข้าบ้านทรายทอง

หอที่ได้ตอนนั้นชื่อว่า Sargent ถือว่าเป็นหอใหญ่สุดตอนนั้น

เดินเข้าประตูไป เห็นห้องนึง ชั้นหนึ่งตรงกับประตูเลย

มีป้ายชื่อว่า ...Mick & Jom

ก็เลยถามพี่เจน พี่เลี้ยงคนไทยที่นั่นว่า

“พี่เจนครับ มีคนชื่อมิกกี่คนเหรอครับ รุ่นนี้”

“เดี๋ยวนะคะ ขอดูรายก่อน... ก็คนเดียวนี่คะ ไม่เห็นจะมี MickL MickT อะไรทำนองนั้นเลยนี่ค่ะ”


(ที่นั่น ทีเอเค้าจะเรียกชื่อเล่นกัน ถ้ามี Top ซ้ำกัน เค้าก็จะมีอักษรแรกของชื่อจริงมาแยกแฝดออกจากฝา เช่น

TopK เพราะเจ้าตัวชื่อเล่นชื่อ Top ชื่อจริง Kornpong และ TopW มาจาก Top Wuttichai)


เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ชะตาชีวิตครับ เลยถามต่อ

“แล้วจอมอะครับ มีชื่อจอมกี่คน”

“ก็คนเดียวนั่นแหละค่ะ ก็ไม่เห็นมี JomK JomS อะไรนี่คะ”


ครานี้ก็ต้องยอมแพ้ชะตาชีวิตแล้วล่ะครับ

เข้าห้องก่อน ก็รีบจองที่ติดหน้าต่างเลย จะได้ไม่อึดอัด มีโต๊ะทำงานไกล้ๆ ตู้เสื้อผ้า

สร้างอาณาจักรได้เลย (จริงๆคือ รังหนูในปลายภาคหน้า)

พอมิกเข้ามา ก็พูดกันไม่กี่คำ ตามมารยาท

The word “perfunctory” applies.


จัดของเสร็จก็ออกไปทักทัน เพื่อนๆคนอื่นกัน

ผมกับมิก ไม่คุยกันเลยซักคำ

กลับมาในห้อง ก็ดูเหมือนเกร็งๆ กันทั้งสองคน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย

แค่ถามคำตอบคำ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ



วันเรียนวันแรก

วันเรียนวันแรกก็มาถึง

เค้าจะจัดห้องให้ตามความสามารถทางภาษาอังกฤษ ชื่อห้องคล้ายๆกับบ้านในเรื่องแฮรรี่ยังไงยังงั้น

จาก Very , Good, Nice, ไปจนถึง Really จากน้อยไปมาก

ไอ้ที่มากนี่คือ ยังสมารถพัฒนาได้อีกมาก (คิดดูละกัน ว่าหัวกลวงขนาดไหน)

ไอ้เราก็ด้อยพัฒนา (ตอนนั้น...และอาจจะยังคง ตอนนี้) ก็เลยถูกจับส่งไป Really อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มิกนี่ไม่ต้องพูดถึง สแตนฟอร์ดเอาเกวียนมารับแล้ว เลยไปอยู่ Very โดยปริยาย


อันนี้จากการสังเกตเอาเองนะครับ คือว่า เค้าจะจัดให้เพื่อนช่วยเพื่อน ครับ

คือพวก Very กับ Good เค้าจะให้เป็นรูมเมต กับ Nice หรือ Really

จริงแท้แน่นอนขนาดไหน ยังไม่เคยถามคนจัดเลยครับ


แต่มิกมันคงคิดว่า ถ้ามาจุ้นจ้านผมมากเกินเดี๋ยวจะไปหาว่าดูถูก เลยไม่เอ่ยปากถามซักคำ

defeat the purpose จริงๆ

เค้าจะมีเวลาให้เด็กๆทำการบ้าน ตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เรียกว่า Study Hall

หลังจากนั้นก็ไล่กลับหอ เช็คชื่อ แล้วห้าทุ่มก็ให้อยู่ในห้องห้ามออกไปไหน เรียกว่า in room

เที่ยงคืนจึงให้ปิดไฟ เค้าเรียกว่า light out ครับ

แต่ห้องผม light มักจะ out ไปประมาณตอนห้าทุ่มทุกทีเลยครับ

เกิดอะไรขึ้นมาดูกัน





คนกลางคืน

คือมิกจะทำการบ้านเร็วมาก แบบทุกทีจะเสร็จใน Study Hall

หรือไม่ก็มาทำต่อสิบนาทีในห้อง จากนั้นก็อ่านหนังสือปรัชญา การเมือง เป็นภาคภาษาอังกฤษหมด

แล้วพี่แกพิมพ์เร็วมาก แบบแก็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เร็วมากจริงๆครับพ่อแม่พี่น้อง

คือไอ้เราก็ล้าหลังมาก คือ ยังพิมพ์สัมผัสภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย

แล้วก็ต้องเปิดดิกทีละตัวๆ รู้เรื่องแล้วพิมพ์ไป นอนๆคลานๆ อยู่หยั่งงี้

แล้วก็ยังแอบเล่นเอ็มไม่ขาดสาย


มิกเค้าก็ไม่น้อยหน้าครับ

เค้าก็นักเอ็มเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่ได้เล่นเป็นงานหลักเหมือนผม

เค้าเล่นตอนพักสมอง อ่านหนังสือไปเหนื่อยๆ

แต่คนนี้เฉียบขาดมาก หยุดเป็นหยุด

พับปิดแล็บท็อปกลับมาอ่านหนังสือทีนี่ คิดว่าพายุเข้า ประตูพัง

เพราะพี่แกปิดแบบส่งสัญญาณให้โลกรู้เลยว่า หยุดเป็นหยุด

อย่าได้มีเสียง ตึ๊ง ตึ่ง ลอดออกมา

(เทคนิคนี้เคยแอบก็อปไปใช้ ได้ผลจริงๆด้วย.. ค่อยเล่าวันหลัง)



เกิดขึ้นได้กับคน

เป็นคนที่ปอบลงกลางคืนบ่อย

แบบยิ่งดึกยิ่งหิว

เลยต้มมาม่ากิน ชวนมันด้วย แล้วมันก็บอกว่าในชีวิตนี้ไม่เคยกินมาม่าเลย

(หา... เกิดขึ้นได้เหรอ)

แล้วก็นอนสี่ห้าทุ่มทุกคืน

ประมาณห้าทุ่มมันก็ออกไปแปรงฟัน

แล้วก็เปิดประตูเข้ามา ปิดไฟ ...ตึ้ง เลย

แล้วก็ไหลลงเตียงไป ไม่บอกไม่กล่าวกันซักคำ

เราก็ต้องเอามือ คลำๆงมๆ หาสวิตช์โคมไฟ เจอบ้างไม่เจอบ้าง

บางทีก็คลำเลยขอบโต๊ะ ตกลงไปนอนแอ้งแม้งในถังขยะเลยก็มี

(อันนี้จริง ไม่ได้เว่อร์)


แล้วนอนไปได้ซักพัก พี่แกก็จะส่งดนตรีมาให้กำลังใจ

กรนดังมากกกกก แบบเอาเป็นเอาตาย กรนทุกคืน






ซัมเมอร์ที่นั่นจะร้อนเอาเป็นเอาตายมาก

แต่เช้าๆจะเย็นๆสบาย

มิกก็เลยเปิดพัดลมทิ้งไว้

ส่วนใหญ่พัดลมจะติดไว้ที่หน้าต่าง คือจะเป็นพัดลมบานใหญ่ๆระบายอากาศ

ไอ้เราก็ได้เตียงใกล้หน้าต่างตามที่บอก

พอเราจะนอนก็เลยแอบปิดพัดลม เพราะเป็นคนไม่ชอบเปิดพัดลม

เพราะมันจะพัดมาแล้วทำให้ไม่สบายทุกที แล้วก็ทำให้หน้าเหี่ยวด้วยเรื่องของเรื่อง


พอมันตื่นมาตอนเช้า โดนต่อว่าใหญ่ว่า ปิดทำไม

ผมก็อ้างไปว่า เปิดพัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ

ตื่นมาคอแห้ง ฉี่เหลือง ต้องขับถ่ายของเสีย เพื่อปรับสมดุลเยอะ...เห็นมั้ย

มันบอก...เว่อร์ มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ถึงไม่เปิดพัดลม

(แต่ก็ยอมรับนะ ว่าเวอร์จริงๆนั่นแหละ)


ตอนนั้นนี่แบบอยู่กันทรมานมาก

คือตีกันทั้งวัน แค่นั้นแหละที่ได้พูดกัน

เลยไม่สบอารมณ์ พาลไม่พูดกันทั้งสองคน


แล้วต้องขอยอมรับเลยว่า เป็นคนรกมาก

มาลองคิดๆดูว่า ทำไมคนอื่นเค้าไม่รกกันนะ

ก็คิดว่า อาจจะเป็นว่าตอนเด็กๆ เรามีพี่เลี้ยง

เล่นของเล่น หรือทำการบ้านเสร็จ แล้วไม่เคยเก็บเองเลย

เค้าเก็บให้ตลอด เลยติดนิสัย รื้อออกมาแล้วก็ไม่เก็บเข้าที่ทันที

กองมากมาย เลยกลายเป็นรังหนู

แต่ก็รักความสวยงามนะครับ

ลงทุนสองวันมาจัดครั้งใหญ่อยู่บ่อยๆ

แล้วอีกสองวันต่อมาก็กลับมารกอีกตามเคย

(ใครกำลังจะมีลูก ก็สอนให้เค้าเก็บเป็นตั้งแต่เด็กๆนะครับ)


ทีนี้กลับกลายว่าความตึงเครียดไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องแล้ว

เพราะว่าคู่ของเราไม่เหมือนชาวบ้านเค้า

แล้วจะมีวงซุบซิบกันว่า แต่ละคู่รูมเมตที่ไม่กินเส้นกัน มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร


มิกก็ใช่ย่อย ปากเป็นเอกเลขเป็นโทคนนี้

เอาไปซุบซิบ สารพัด ตั้งแต่เรื่องรก อะไรต่างๆ

แล้วคำฮิตติดปากมิกก็คือ “สถุน”

แบบคำก็สถุน สองคำก็สถุน

บางเรื่องอาจจะมีมูลอยู่บ้าง แต่ตอกไข่ระบายสีซะจนจำโครงจริงไม่ได้ เช่นเรื่องรก

แต่มีเรื่องนึงรับไม่ได้อย่างแรง

It’s not what I could bear.


มีสายมาแอบรายงานว่า

พอมีคนถามมันว่า ทำไมผมไม่คุณกับมัน

มันบอกว่า ...ผมคงแอบชอบมันอยู่ เลยเขิน ไม่กล้าพูด

กรรม -*- คิดด้าาาย คนเรา

และ กล้าพูดดดดดดดด


ตอนนั้นแบบไม่ไหวจริงๆ

อึดอัดมาก ไม่อยากพูดด้วยอะไรด้วยทั้งนั้น ถามคำตอบคำอยู่อย่างนี้

หนึ่งเดือนผ่านไป


หนึ่งเดือนผ่านไป

ในระหว่างนั้น ก็แอบได้ยินที่เค้าคุยโทรศัพท์กับทางบ้าน

แล้วเม้าท์กับเพื่อนๆ สั่งสายตรงไปที่หออื่น

แล้วก็ได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับมิก ที่คนอื่นเข้าแซดกัน


ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เกิดมาเป็นคนเก็บข้อมูลเก่งครับ

แล้วก็เรียนรู้เร็วว่าใครเป็นยังไง

และก็เรียนรู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของมิกเป็นคนดี

แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เค้าปรากฏตัวออกมาเป็นแบบนี้

ก็เลยฉุกคิดขึ้นมา


To have a friend, be a friend.

ความดีเท่านั้นครับที่จะช่วยได้

ไม่ได้คิดจะฉกฉวยผลประโยชน์จากการจุดอ่อนเค้านะครับ

แต่พอรู้ว่าจริงๆเค้าก็มีจิตใจอ่อนโยน ก็ไม่ยากหรอกครับที่จะคบค้าด้วย


ก็เลยเริ่มคุยกับเค้ามากขึ้นครับ เพราะเรารู้ว่าเค้าสนใจเรื่องไร

แล้วก็ให้เค้าสอนภาษาอังกฤษให้ ขอเค้าอ่านงานเขียนที่เค้าเคยเขียนเก็บไว้ทุกอย่าง

ทำให้รู้ว่ามีความคิดยังไง เป็นคนถ่ายทอดความคิดมาแบบไหน

บอกเค้าตรงๆด้วยว่า เค้าโดนนินทาอะไรบ้าง

แล้วก็คุยกันเป็นน้ำไหลไฟดับเลยครับทีนี้

ทั้งเรื่องวิชาการ และก็เรื่องไร้สาระ

บางทีก็แอบแชร์ความสนใจเดียวกัน

คือนินทาชาวบ้าน ไอ้เราก็เป็นคนถักทอข้อมูลเก่ง อ่านน้ำเสียงคน แววตาคนได้ดี

แล้วมิกก็ข้อมูลแน่นมาก เลยช่วยๆกันเดาว่าใครชอบใคร เกลียดใครอะไรยังไง

หนุกไปอีกแบบ (แต่บาป เหลือหลาย...เจ้ากรรมนายเวร อโหสิให้ด้วยนะ)



ช่วยๆกันทำการบ้านเสร็จ ก็เม้าท์กันถึงเที่ยงคืนบ้าง ตีสองบ้าง ตีสามบ้าง

จนหิวขึ้นมา ก็มาต้มมาม่าแย่งกัน

กลายเป็นว่ามันติดใจมาม่าขึ้นมา

จนหลังๆ ชาวบ้านเค้าเอือมระอากัน เพราะได้ฉายาว่าเป็น นักแย่งมาม่าเหรียญทอง

(ถาม Andy ได้)


ปาฏิหารย์มีจริง

มีอยู่วันนึงเดินมาบอกว่า ง่วงแล้วจะนอนแล้วนะ ขอปิดไฟนะ

หู.... ตอนนั้นนี่ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ตบบ้องหูไปสองครั้ง ปาฏิหาริย์มีจริง

แล้วมีการบอกด้วยว่า เปลี่ยนเตียงกันมั๊ย ถ้ามึงหนาวมาก จะได้นอนไกลๆลม

ตอนเช้าก็ช่วยๆกันปลุก


หลังๆนี่ตัวเกือบติดกันเลยครับ

เพราะบางทีคุยค้างจากเมื่อคืนแล้วก็วิ่งกันไปคุยต่อที่โรงอาหารตอนเช้า

มีอยู่คืนนึง ถูกกิเลสครอบงำ เม้าท์กันนานมาก

เลยตื่นสายไม่ทันคลาสกันทั้งสองคน แบบมันตื่นมาปลุกผมแล้วก็วิ่งกันตาตั้งไปเลย


จนวันสุดท้ายของโปรแกรม

ตอนนั้นก็แอบเศร้าอยู่เหมือนกัน ที่เวลาที่มีความสุข ผ่านไปเร็วเหลือเกิน

แอบเสียดายที่ทำตัวงี่เง่า เสียเวลาไปหนึ่งเดือนเต็ม


อาจเป็นเพราะว่าเราทั้งสองมาเรียนรู้กันอีกที แล้วปรากฏว่าจริงๆแล้วเราก็เข้ากันได้ เหมือนตอนคุยกันในเอ็ม

เพียงแต่เรามาตั้งกำแพงกัน เมื่อเราได้เห็นด้านแย่ๆของอีกฝ่าย โดนลืมนึกไปเลยว่าด้านดีๆ เค้าก็มีอีกมากมาย


จริงๆมิกเป็นคนมีน้ำใจครับ (อย่างน้อยก็กับผม)

ปลายๆโปรแกรม มิกจะถามบ่อยๆว่าให้ช่วยอะไรบ้าง กินโน่นกินนี่มั๊ย ไปโน่นไปนี่ด้วยกันมั๊ย

พอแยกย้ายไปต่างโรงเรียนกัน มีเปเปอร์ด่วน อยากให้มิกตรวจ เค้าก็ตรวจให้

แม้จะรู้ว่าเขาก็ยุ่ง แต่มันจำเป็นอ้า.... ชั่วจริงๆเรา

แต่เค้าก็ยังทำให้ ... หลังๆนี่ซึ้งมาก เพราะนอกจากเรื่อง มาม่าแล้ว ไม่มีอะไรที่เราเคยช่วยเค้าเลย




เคยไปเที่ยวด้วยกันครั้งนึง

มีคนแอบอิจฉาว่ารักกันดี

เพราะว่าที่มันจำกัด เลยจำเป็นต้องไปนอนด้วยกันในหลืบแคบๆ

แต่หารู้เบื้องหลังไม่ ว่าจริงๆแล้วเป็นไง

คือมิกเป็นคนที่ผมตบหน้ามากที่สุดในชีวิต

มันกรนมาทีไรก็ตบไปทุกที

แล้วก็ได้ผลครับ

เงียบจริงๆ แต่มันโหดมากครับ ให้เวลาน้อยมาก

อีกสองนาทีถ้าไม่หลับ มันจะดังขึ้นมาใหม่

รวมแล้วตบไปกว่าร้อยครั้งได้ทริปนั้น




ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้เกี่ยวดองกันแล้ว แต่ก็ยังแอบห่วงถามไถ่ทุกข์สุขอยู่บ่อยๆ

วันก่อนก็ยังถามกันอยู่เลย หลังจากไม่ได้คุยกันนานนม

ปรากฏว่ายังสบายดีครับ แฟนคลับ พี่มิกไม่ต้องห่วงนะ


ดูหน้าไม่รุ้ใจ

คนเราทุกคน แท้จริงแล้วมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว

จะแสดงออกมาให้เห็นมากน้อยต่างกัน

ถ้าวันนั้นถือคติ ร้ายมาร้ายไป ป่านนี้ก็คงไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีกันจนถึงทุกวันนี้

อดรู้เลยว่าลึกๆแล้วเค้าก็เป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี ชอบช่วยเหลือคน


(ถ้าเกิดใครแอบหัวเราะสมน้ำหน้าว่า จริงๆมันก็ยังแอบนินทาอยู่ตอนนี้

ก็ไม่ว่าครับ ...อย่างน้อยภาพดีๆก็ยังตรึงตา เรื่องนินทากาเล ขำๆครับ)




บทเรียนที่ได้รับ

ได้รับบทเรียนว่า ดีด้วยเข้าไว้ ยังไงก็ต้องถึงใจเค้าซักวันครับ

ทำดี คิดดี พูดดีกับคนอื่น จริงๆเป็นเรื่องง่ายจะตาย แต่คนเราก็ไม่ชอบที่จะทำกัน

คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก บางคนไม่เคยพูดกันซักคำ ถึงกับเกลียดขี้หน้ากันได้เลยก็มี

ห้ำหั่นกัน นินทาว่าร้าย กลั่นแกล้ง ชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบกันสารพัด

จริงๆแล้วไม่น่าจะทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นเลย


นินทาบุพการี

ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว

ขอนินทาแม่ตัวเองหน่อยเหอะ

แม่จะเป็นคนพิมพ์ช้ามาก แล้วจะหลับหน้าคอมพิวเตอร์เก่งมาก แบบยืนหลับก็มี

กว่าจะได้งานจะเสร็จกะเค้าซักชิ้น คงต้องพยายามเป็นอย่างมาก

พอเสร็จปุ๊บ แม่ก็จะเอาไปถามเพื่อนร่วม ฃงานว่า ใครอยากได้บ้าง

เพราะว่าแผนการสอน จะมีโครงคล้ายๆกัน แค่เปลี่ยนชื่อวิชา ชื่อคนสอนให้มันต่อเนื่องก็เสร็จแล้ว

แล้วให้ฟรีด้วยนะ ไม่มีการต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรด้วย

ตอนนั้นแอบคิดในใจ เพี้ยนรึปล่าว ทำเกือบตาย ให้เพื่อนชุบมือเปิบไปเลย


ตอนนี้ถึงบางอ้อแล้วครับ

แม่ไม่ได้เพี้ยนครับ แต่เค้ามองโลกเป็น

ว่าเมื่อเราทำเสร็จแล้ว แบ่งปันคนอื่น สอนคนอื่น ไม่ทำให้เราเสียอะไรขึ้นมาเลย

บางทีอาจได้อะไรที่เราคาดไม่ถึงกลับมาก็ได้

แม่ก็ยังพูดดีด้วย ช่วยเหลือตลอดแม้กับคนที่เคยทำแย่ กลั่นแกล้ง นินทาว่าร้ายเค้า

ก็เลยไม่สงสัยเลยว่า ทำไมแม่ย้ายมาจากโรงเรียนบ้านนอกมาแค่สองปี ก็ได้ครองใจเพื่อนร่วมงานและเด็กๆ ในโรงเรียนประจำจังหวัดได้


ตอนแม่ย้ายเข้ามาใหม่ๆ จำได้ว่าเป็นที่โจทก์จันมาก ว่าแม่เส้นใหญ่ เพราะพ่อแอบเป็นคนใหญ่คนโตทางการศึกษาของจังหวัด

แต่ตอนนี้ทุกคนเค้ารู้แล้วว่าแม่มีความสามารถจริงๆ ทั้งเรื่องงานและการอยู่ในสังคม

(โอ๊ย แอบยอแม่ตัวเอง เขินกว่ายอตัวเองอีก)



ช่วยได้ช่วยไปนะ

เป็นคนชอบช่วยเหลือคนมากครับ

บางทีก็ไม่รู้ทำไปทำไม เหมือนกับทำแล้วมันมีความสุข เลยทำต่อ

ตอนปิดเทอมที่ไทย จะชอบสอนเด็กประถม ม.ต้น เป็นประจำ

สอนเลขบ้าง วิทย์บ้าง

ยิ่งสอนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรียนรู้มากเท่านั้น

ใครให้เงินมาก็ไม่เอา อิ่มบุญเป็นพอ

มันอิ่มอกอิ่มใจจริงๆนะครับ ไม่ได้พูดเพื่อไปประกวดนางสาวไทย

อาจเป็นเพราะว่า เราเคยเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อนมั้ง

ตอนเด็กๆจำได้ว่าชอบเลขแบบแนว pure math มาก

แต่ก็ไม่มีใครสอนให้ได้ และหาหนังสืออ่านไม่ได้ด้วย

พอได้สอนเด็กๆ ก็เหมือนกับว่ามันเต็มเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในอดีต

ทำไปยิ้มไป บรรยายไม่ถูกครับ (ค่อยมาเล่าต่อวันหลังแล้วกัน เนอะ)




คนส่วนใหญ่ เวลาคิดจะช่วยใครก็คิดแล้วคิดอีก

คิดว่าจะคุ้มรึปล่าว จะเหมาะรึปล่าว

ร้ายมาก็ร้ายไปสิ แช่งให้ตายวันตายคืนไปเลย

นี่ไม่ได้กำลังบอกให้มองโลกเป็นสีชมพูนะครับ

เพราะมีบางคนจริงๆ ที่กำแพงเค้าหนามาก

ทำดีแค่ไหนเค้าก็แปลเป็นเจตนาร้ายหมด

มองแต่ด้านแย่ๆของเรา

คนใจร้าย ปากร้าย คิดร้าย เห็นแก่ตัว ไม่มีจิตใจ รักใครไม่เป็น มีอยู่จริงครับ เจอกับตัวเองมาแล้ว

(ชุดคำนี้ไปก็ก็อปมาจาก สวรรค์เบี่ยงนะครับ ไม่ได้คิดเอง)


แต่คนดีๆก็มีอีกเยอะครับ บางคนก็ไปหลบอยู่ในคราบคนปากร้าย แต่แอบใจดี

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย เราคิดยังไงก็ได้อย่างนั้นกับตัวเราเองครับ

อันนี้ไม่ได้งมงาย เพ้อเจ้อนะ เพราะส่วนตัวผมเป็นคนวิทยาศาสตร์จ๋ามาก

เวลาเรียนเลข ทฤษฎีไหนที่มีการพิสูจน์ให้เห็นกับตา จะไม่เชื่อเด็ดขาด


ต่อไปนี้ทำใจดีๆนะครับ เพราะว่ามันอาจจะฟังดูยากซักนิด

แต่ลองๆอ่านไป เก็บไปคิด สังเกตดูไปเรื่อยๆ ก็จะ gain insight เองนะครับ












Creative Visualization

เคยอ่านหนังสือเรื่อง Creative Visualization มา

เป็นวิธีการที่เราใช้จิตนึกถึงสิ่งที่เราต้องการ อยากให้มันเกิด อย่างสร้างสรรค์ แล้วมันก็จะเกิดกับตัวเราจริงๆครับ

คนที่หัววิทย์จ๋าอย่าเพิ่งเมินหน้าหนีนะครับ

ใครสนใจเวอร์ชั่นเต็มไปยืมอ่านได้นะครับ

เอาย่อๆ ก็คือ



จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแต่เป็นรูปแบบของพลังงาน

ของทุกอย่าง จริงๆแล้วองค์ประกอบเล็กๆของมันก็คือพลังงาน

เคยได้ยิน E= mc^2 มั้ยครับ อะไรประมาณนั้น กลับไปกลับมากันได้


แต่ละสิ่ง มีลักษณะความเร็วการสั่นต่างกัน ความหนักความหนาขององค์ประกอบต่างกัน

เช่นวัตถุจะมีความสั่นต่ำมาก องค์ประกอบเรียงตัวหนา เลยทำให้หนัก เปลี่ยนแปลงยาก เคลื่อนย้าย เช่นก้อนหินใหญ่

พลังงานจะมีความสั่นมาก เรียงตัวกันบางเบา เพราะงั้นจะเคลื่อนไหวง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

จิตใจคนเราก็จัดอยู่ในพวกนี้

(ถึงว่าวอกแวกง่าย แล้วก็เปลี่ยนใจง่าย หลายใจด้วย )


แต่ทุกอย่างก็เกี่ยวดองกัน ก้อนหินใหญ่มีอนุภาคที่รวมตัวกันหนา ทำให้เคลื่อนไหวยาก เปลี่ยนแปลงยาก

แต่ก็ยังโดนพลังงานที่บางและเบาจากน้ำเซาะ ทำให้เปลี่ยนสภาพได้









Law Of Energy

กฎอีกข้อของพลังงาน เรียกว่า Energy is Magnetic

มันจะสามารถดึงดูดพลังงานที่มีการสั่นแบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกันได้ดี

ความคิดและความรู้สึกก็เป็นไปตามกฎแบบนี้เหมือนกัน

ที่จะ ดึงดูดพลังงานที่มีลักษณะเหมือนกัน

เคยเจอมั้ยครับ ที่พอคิดจะโทรหาใครแล้วเค้าโทรมาพอดี หรือพอนึกถึงใครก็บังเอิญเจอเค้าพอดี

(มีคนแย้งว่า...มีแต่อยากเจอ อยากให้โทรมา แต่ไม่มาซักที อันนี้ก็อีกเรื่องนึงนะจ้ะ สายบัวรอเก้อ)


ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะสอนการผ่อนคลาย ทำให้ใจนึ่ง

และนึกถึงเรื่องดีๆ ให้ละเอียด ชัดเจนที่สุด

แล้วสิ่งนั้นก็จะไหลมาสู้ตัวเราเอง


แต่กลับกันถ้าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ กลัวไปทุกอย่าง สิ่งเหล่านั้นก็จะมาจริงๆ

เช่นคนที่ป่วย แล้วคิดว่าตัวเองตายแน่

ระบบต่างๆในร่างกายที่อยู่นอกเหนือจิตสำนึกของเรา (ง่ายๆคือ การเต้นของหัวใจ)

มันจะแอบทำตามจิตใต้สำนึก ที่เราหวาดระแวง

เพราะมันอยู่นอกเหนือจิตสำนึก และก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรากลัว มันก็จะค่อยๆทำให้เราเป็นไปตามนั้น มันคงคิดว่าเราต้องการ

อย่างที่เค้าเรียกว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว








เกือบไปแล้ว

ยังเคยมีหลายคนหายจากการเป็นมะเร็งจากการคิดแต่ในสิ่งดีๆ คิดว่าหาย สำเร็จมาแล้วนักต่อนักเลย

ผมก็คนนึงครับ

ไม่ได้เคยเป็นมะเร็งนะ

แต่ตอนปีหนึ่งเคยเป็นเนื้องอกที่หน้าอกด้านซ้าย (จะมะเร็งเต้านมก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีเต้านม)

ตอนนั้นตกใจมาก เพราะต่างบ้านต่างเมือง เป็นอะไรไปใครจะมาดูแล

ก็เลยเสิร์ชหาข้อมุลใหญ่ คลำเช้าคลำเย็น ร้องไห้ทุกวัน จนมันปูดขึ้นมาตามใจสั่ง

จนถึงขั้นหน้าเป็นห่วง ไปให้หมอตรวจให้ดู แล้วก็นัดเจอกันอีก

ในระหว่างนั้นก็เจอหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ฝึกแต่การคิดในทางบวกทางสร้างสรรค์

ไม่นานมันก็หายไป โดนไม่ต้องทำอะไรเลย

เอาใบบันทึกการตรวจจากหมอเมกา ไปให้มอที่ไทยดู

เค้าบอกว่าถ้าเป็นเค้า เค้าคงตัด ควักออกไปแล้ว เพราะมันอาจอันตรายมาก ถึงชีวิต

แต่นี่อยู่ดีๆ ก็หาย งง เหมือนกัน แต่ก็ดีที่หายแล้ว ไม่ต้องตัดออกด้วย

(มีรายละเอียด ดราม่าระหว่างทางเยอะมาก ค่อยเล่าให้ถึงเวลาละกันนะครับ)


หนังสือเล่มนี้ยังบอกด้วยว่า เวลาเรานึกอะไรให้นึกถึงแต่ภาพดีๆไว้ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

เช่นอยากได้ตำแหน่งที่ดีกว่ารายได้ดีกว่า ก็ให้นึกว่าเราได้ตำแหน่งนั้นจริงๆกับภาพที่ชัดเจน

แล้วก็ให้นึกไปว่า รอบๆคือ คนที่เคยมีตำแหน่งนั้นมาก่อน แต่เค้าได้ตำแหน่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่านึกว่าเค้าโดนไล่ออก

เพราะว่าธรรมชาติจะเคลื่อนที่ไปยังด้านที่เสถียรที่สุด

(คนอื่นเค้าก็อยากได้อะไรดีๆ เหมือนกันนะ)

มันจะเป็นไปตามกลไกไหน ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นฝ่ายจัดการเองครับ ธรรมชาติเค้าเก่งอยู่แล้ว

อันนี้ไม่ได้เป็นความเชื่ออะไรใดๆนะครับ

เค้าเรียกว่า Second Law of Thermodynamics

พูดภาษาชาวบ้านๆคือ ทุกสิ่งจะเคลื่อนไปยังสภาพที่เสถียรที่สุด

อันนี้ง่ายๆครับ เช่นว่าเราลองทำอะไร หรือคุยกับใคร เราไม่ชอบ รู้สึกฝืน อึดอัด รู้สึกต้องใช้พลังงานให้การประคับประคอง ซักวันเราก็เหนื่อย หน่ายและก็เดินจากมันไปเอง










The universe is endlessly bountiful.

หลายๆคนไม่ชอบหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ใครเลย กลัวคนอื่นแย่งของหมด

เค้าบอกไม่ต้องกลัวหรอกครับ

สิ่งดีๆในโลกนี้มีเยอะแยะ ที่มนุษย์ยังไม่พบ

เพราะมัวแต่แย่งสิ่งที่หาได้มาน้อยนิดกันอยู่แบบนี้


เคยเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก่อนครับ ไม่ใช่ไม่เคย

แต่ก็เรียนรู้แล้วว่าไม่มีอะไรดีกับใครเลย

ทำให้ใจเป็นทุกข์ปล่าวๆ สร้างบาปติดตัวด้วย

(ถึงได้เจอมารมาผจญอยู่บ่อยๆ)

มีอะไรหยิบยื่นให้คนอื่นได้ ไม่เสียหายก็ช่วยๆละกันครับ

โลกนี้จะได้มีอะไรร้ายๆน้อยลง



เพลงนี้เหมาะกับเนื้อหาช่วงนี้มาก ฟังทีไรหัวใจพองโตทุกที ลงกดดูเพื่อคลอไปนะครับ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

เรื่องจริงผ่านคอม

ตั้งแต่ยึดคตินี้มา รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีเรื่องเพื่อนมากครับ

ตอนไปอยู่ไหนก็มีคนจริงใจ ที่อยู่ดีๆยื่นมือมาช่วยเหลือเรา จนได้เป็นเพื่อนแท้กัน

ตัวอย่างนึงก็คือ ตอนเรียน Writing ตอน Freshman ตอนนั้นวิบากกรรมมาก

คือเค้าจะยกเรื่องทุกเรื่องที่เป็นอเมริกันจ๋า มาให้อ่าน ให้พูด ให้เขียน

เช่นเรื่องระบบการศึกษา รายการทีวี อาหาร คอลัมน์ดัง ตัวยาที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่

นอกเหนือไปจากศัพท์ยากๆที่เป็นของตายสำหรับ คลาส Writing

(ที่ทำให้ผม เกือบตายมาแล้ว)


เกือบตายจริงๆครับ เพราะว่าต้องอ่านก่อนคลาสทุกวัน วันละเรื่อง เรื่องละประมาณยี่สิบหน้า ซึ่งงงมาก

แล้วก็เขียน essay สี่ห้าหน้า วันละเรื่อง จันทร์ พุธ ศุกร์อยู่อย่างนี้ตลอดเทอม

จุกเลยครับ บางทีก็อ่านไม่ทัน เข้าคลาสเบลอๆไป

แล้วเค้าจะมีการจับกลุ่มกัน ให้เพื่อนๆช่วยกันแก้


ไอ้ที่พอเตรียมตัวล่วงหน้าได้ก็ทำไป

แต่เวลาเค้ายื่นเปเปอร์มาให้อ่านต่อหน้าเลยเนี่ยเดะ เกือบอ่วม

เลยถามเพื่อนในกลุ่มอยู่บ่อยๆ


จนเพื่อนคนนึงชื่อ Hannah

สววววววยมากกกก เป็นนางแบบ นางเอกได้เลย อันนี้ไม่ได้เว่อร์ ว่างๆจะเอารูปมาให้ดู

เค้าบอกว่า มีอะไรให้เค้าช่วย บอกได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ

เค้าเคยไปอยู่เยอรมันมาตอนเด็กๆ เค้าเข้าใจดีว่าเรารู้สึกยังไง

มีเปเปอร์อะไร ให้เค้าตรวจก็ได้เลยนะ


ตอนแรกคิดว่าเค้าพูดไปตามประสาฝรั่ง คือพูดไปงั้นแหละ

แต่ปรากฏว่าเค้าพูดจริงๆ และก็นัดเจอกัน ให้เค้าตรวจให้อยู่เป็นประจำ

และก็เขียนไดอารี่แต่ละวันส่งให้เค้าแก้ เค้าสอนภาษาอังกฤษให้ด้วย

เค้าก็ไม่เคยหวังอะไรตอบแทนเลย

และเค้าก็คงไม่เคยคิดด้วย ( กะเหรี่ยงๆอย่างเราไปช่วยอะไรเค้าได้)

(เค้าเรียน History ครับ ไม่ต้องแอบหวังว่าจะได้สอนเลขเค้า)




ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจอ รอหัน การัน ยอ

แต่ว่าคิดๆดู ถ้าเกิดเป็นเรา เราก็อยากจะช่วยคนอื่นแบบนี้



แล้วหลังๆนี่ก็มีเพื่อนดีๆ คอยหยิบยื่นสิ่งดีๆมาให้โดยไม่รู้ตัวมากมาย

ชวนไปโน่นไปนี่ เราก็ดีด้วย มีอะไรก็ช่วยๆกัน


เคยมีอยู่วันนึงจำได้ไม่รู้เลือน

คือมีคนบอกว่า เราเป็นคนที่ดูแล้วน่าคบหา ดูออกว่าจริงใจ, pure, sincere

เหมือนกับพระ (ช่างเปรียบเนอะฝรั่ง) แล้วเค้ายังบอกอีกว่า เวลาเห็นเราแล้วเหมือนมีรัศมีเปล่งออกมา

ว่าเราเป็นคนดี ไม่มีพิษมีภัยอะไร คุยแล้วอบอุ่นดี

ตอนแรกก็ไม่เชื่อ เว่อร์ไป

แต่ก็มีคนพูดทำนองนี้อีกสองคนในวันเดียวกัน

เลยยิ้มไม่หุบทั้งวันเลยวันนั้น

(นี่เขียนไป เขินไปนะเนี่ย ที่ยอตัวเอง ซะขนาดนี้ .... หนูปล่าวน้า เค้ามาเอง)


เดี๋ยวนี้คิดดี พูดดี ทำดีกับคนรอบข้างๆจริงๆครับ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทุกทีที่ทำก็รู้ว่าตัวเองมีความสุข รู้สึกได้

บางทีก็มีหลงทางไปบ้าง แอบคิดร้ายบ้าง แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้ทุกครั้ง

แล้วก็อย่าลืมยิ้มนะครับ มันเป็นประตูที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้สึกยังไง

ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะหาว่าบ้า ไม่ต้องกลัวว่าฝรั่งจะหาว่าไทยจ๋า

เคยถามฝรั่งแล้วครับ เค้าบอกว่า รู้สึกดีที่เรายิ้ม ไม่ได้คิดว่าบ้า แต่คิดว่าเป็นเอกลักษณ์เรา

คือเค้าบอกว่า เหมือนเรายิ้มแทนเค้า เพราะพวกเค้ายิ้มยาก เห็นเรายิ้มก็สดใสขึ้นมา



นึกไปนึกมา ตอนนั้นยังเด็กมากจริงๆนะครับ

ไม่ประสีประสาเรื่องการเข้าสังคม การเจอเพื่อนใหม่ๆเลย

เลยทำตัวไม่ถูกอยุ่หนึ่งเดือนเต็มๆที่ Brewster

แต่เดี๋ยวนี้ต้องฝึกกันจนเชี่ยวแล้วครับ เพราะฝรั่งจะมีงาน มีปาร์ตี้บ่อยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน

แต่อยู่ดีๆก็เบลอไปคุยกัน

เมื่อก่อนกลัวมาก แต่เดี๋ยวนี้สนุกละ มีเทคนิคมากมายเลยครับ

คุณกันห้าวันบางคนก็รู้สึกเหมือนกับคุยกันมาห้าปีเลย

วันนี้ยาวแล้ว มาคุยต่อวันหลังละกัน

หนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้นการแอบส่งยิ้มที่จริงใจ


ถ้าสนใจก็ลองๆเอาไปทำดูบ้างนะครับ

แล้วอย่าลืมยิ้มให้คนรอบข้าง คิดดีๆกับเค้า แล้วส่งต่อความรักให้เค้าด้วยนะครับ


11 comments:

nrugkhapan said...

ยาวมากกกกกกกกกก

คิดดี ทำดี ไว้แหละลูก ผลดีจะส่งถึงทุกคน ตัวเราแหระคนแรก :)

Anonymous said...

ยาวมากๆๆๆๆ

จอมเป็นคนเขียนบล็อกได้น่ารักมากๆเลยแหละ ทุกเรื่องเลยอ่ะ ชอบๆๆ มาสมัครเป็นแฟนคลับฮ้า

ปล เอาไว้จะแอบตามหนูมิกมาอ่านนะ อิอิ

Anonymous said...

หู
ดีมากเลยพี่
ลองเอาไปลงเวบพันทิพย์ดิ
คงมีคนติดตรึมแน่

Anonymous said...

ชมตัวเองมากไปหน่อยปะแก เราอ่านแล้วเลี่ยน ฮ่าๆ
เอาเถอะๆ ก็มันจริงนั่นแหละ คราวหน้าด่าตัวเองบ้างดิจอม เหอๆ

Anonymous said...

เขียนเหมือนตัวเปงเปงแม่พระเชียวนะ

ฮิฮิ อยากให้มิก มาอ่านจัง

เค้าคงซึ้่ง น้ำตาไหลพราก

นี้ เมื่อไหร่จะเขียนถึงคุณ เชอรี่ รอไม่ไหวแล้วนะ

ฮ่าฮ่า

Anonymous said...

Change your mind, change your life.
Very interesting http://transcripts.cnn.com/TRANSCRIPTS/0808/02/lkl.01.html

Anonymous said...

อิอิ


กวางคนนึงอ่ะเชื้อว่าจอมเปงน้อง เพื่อน พี่ ที่น่ารัก

จิงใจกะทุกคน

คุยกะจอมมเเล้วยิ้มได้ทุกทีเรยยยย

ม่ะค่อยได้เจอกานเรยยยอ่ะ


คิดถึงๆๆๆ


เอาไว้จะมาเยี่ยมบ่อยๆนะ

Art said...

ฮ่าๆ...
เห็นตี้ (ไม่รู้มีชื่อเล่นไปรึยัง) บอกว่าจอมเขียนยาวมาก
ไอเราก็อ่านแค่อันแรก ก็ว่ามันก็ไม่ได้ยาวขนาดนั้นนี่หว่า
มาอ่านอันนี้... เออ มันยาวจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ
แต่เขียนดีๆ เดี๋ยวไว้เราบอก มิก ให้มาอ่าน :D

Anonymous said...

ยาวง่ะ



เราว่า

แกชมอีนู๋มดมากเกินว่ะ เหอเหอ

Unknown said...

อ่านแล้วฮาอยู่คนเดียว
ไว้จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆนะ

[++K@pYm0d++] said...

อยากให้มีฟังชั่น like ในนี้บ้างอ่ะ