Sunday, August 24, 2008

ตอนที่ 6

ขอท่านผู้มีอุปการะคุณ ช่วยตรวจสอบตัวสะกด และความถูกต้องของเนื้อหาด้วยนะครับ
จะเอ็มมาก็ได้ เม้นต์มาก็ได้ ไม่ว่ากัน

วันนี้เลือกเพลงเข้ากับเนื้อหาไม่ถูก ใครชอบแนวไหนก็กดเอาเองตามใจชอบเลยนะครับ

เชพปะ - อาภาพร

Paris Hilton - Turn It Up - Paris Hilton

พรานล่อเนื้อ - สุเมธ & เดอะปั๊ง

ใกล้เปิดเรียนแล้ว เฮ่ออออออ
คิดแล้วใจ โรคหัวใจกำเริบ เลิฟๆ
คงไม่มีเวลามาได้นั่งเขียนอยู่บ่อยๆแบบนี้แน่
แต่ก็ไม่อยากจะทิ้งแฟนๆไป
ยังไงก็ช่วยมาดันกันบ้างนะครับ
เผื่อจะมีแรงฮึดสู้ อยากเขียนขึ้นมา

เริ่มเลยละกัน ช่วงนี้ยิ่งเป็นควันหลงจากโอลิมปิกซะด้วย
มาคุยถึงเรื่องกีฬากันหน่อยดีกว่าวันนี้

คนอเมริกันเค้าให้ความสำคัญกับกีฬามากๆ เลยครับ (ถึงจะมีคนอ้วนจะระเบิด อยู่ไม่น้อยก็เหอะ)
Prep school เค้าจะให้นักเรียนเรียนประมาณครึ่งวัน
แล้วช่วงเย็น จะเป็นเวลาให้นักกีฬาซ้อมกีฬา
เด็กคนไหนเล่นกีฬาเก่งมากๆ ก็มีสิทธิเข้ามหาวิทยาลัยดีๆได้เลยทีเดียว (เชื่อรึยัง ว่าเค้าให้ความสำคัญไม่น้อยทีเดียว)
แล้วพวกนักกีฬาพวกนี้ มักจะมีรูปร่างสูงยาว เข่าดี ฟิต แล้วก็จะสนทนาปาร์ตี้แนวเดียวๆกัน
และ คนจะคิดว่าพวกนี้สมองกลวง คนจะเรียกนักกีฬาแบบนี้ว่า Jock
แต่ก็ไม่ใช่ว่า นักกีฬาทุกคน จะล่ำบึ๊กสมองกลวงนะครับ เพื่อนผมที่เป็น jock เก่งๆก็มี
การที่คนเหมารวมโดยยึดถือลักษณะเด่น ที่มักพบได้ทั่วไป ลักษณะนั้นๆ เรียกว่า stereotype
เช่น stereotype ของเด็กเอเชี่ยน จะชอบเล่นเกมส์ ขลุกแต่กับเอเชี่ยนด้วยกัน แอบขี้โกง แต่ไม่เรื่องมาก
(เรื่องนี้มีเม้าท์กันยาวแน่ ฝากไว้ก่อน)
sterotype ของเด็ก prep school ส่วนใหญ่จะบ้านรวย พ่อแม่มารับกลับบ้านเกือบทุกอาทิย์ด้วยรถคันหรู
มีตังส์ไปเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ทุกเบรค แต่งตัวดี
พอจะเห็นภาพคำว่า stereotype กันบ้างแล้วนะครับ

คนอเมริกันจะใส่ใจเรื่องหุ่นตัวเองมาก
(เอาไว่ล่อ เพศตรงกันข้าม ว่างั้น... เฮ้ย ไม่ใช่สิ เอาไว้ล่อเพศอยากได้ จะถูกกว่า)
ผู้ชายจึงมักจะเข้ายิม(มันคือฟิเนสนั่นแหละ แต่คนที่นี่เค้าเรียกยิมกัน)
เพื่อเพาะกายให้ดูมีกล้าม มีหน้าอก ให้สาวๆ (หรือ หนุ่มๆ) ซบ
ฝรั่งตัวผู้ส่วนใหญ่เค้าจะดูมีเนื้อมีหนัง มีกล้ามพอประมาณ แล้วแต่เจ้าตัวจะต้องการมากน้อยแค่ไหน
ชายอกสองศอก ที่ผอมแห้งกล้ามเนื้อน้อยกว่ามาตรฐาน คนมักจะคิดว่า เป็นเจ๊ (ไม่ใช่ผู้ชาย)
ก็พันธุ์ฝรั่งมันเป็นแบบนี้อะ ออกกำลังกายนิดหน่อยก็บึกๆเเล้ว
เอเชี่ยนหัวดำอย่างเราก็พยายามก็เยอะหน่อย ถึงจะมีหุ่นแบบเขาๆ
ซัมเมอร์นี้ไม่มีอะไรทำก็ไปยิมเกือบทุกวันเลย ส่วนใหญ่จะไปวิ่งก่อน
วิ่งเหนื่อยๆแล้วถึงไปใช้เครื่งออกกำลังกายเฉพาะส่วน
เพื่อความ เซ็กซี่ ฮาๆ
หรือเผื่อเอาไว้ล่อใคร

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ขอนอกเรื่องนิดนึง
วันก่อนไม่มีอะไรทำ เลยแก้ผ้าเดินรอบห้อง (โรคจิตป่าววะ)
แล้วก็ส่องกระจกดู แขนเริ่มย้วนๆ รู้สึกว่ามีพุงเล็กน้อยถึงปานกลาง
เลยคิดจะกำจัดเนื้อร้ายนั่นเสีย แล้วก็หวัง six packs ไว้แน่ะ กะจะไปแข่งกะอ๊อฟ (หนุ่ม almost perfect)
ก็ไปวิ่งๆๆๆๆ ตีเทนนิส เข้ายิม ซิทอั๊พ วิดพื้น ประสบสำเร็จอย่างล้นหลาม
เหลือนางมารร้ายอยู่ก้อนนึง ที่ยังคงล้นหลามอยู่ คือ... พุง
เลยหาหนังสือมาอ่าน เค้าบอกว่า ลดไขมัน สร้างกล้ามที่แขน ขา หรือส่วนอื่นน่ะ ไม่ยากเท่าไหร่
แต่พุงน่ะ เป็นที่สุดท้ายที่ไขมันมันจะหมดไป คือต้องออกกำลังกายอย่างเอาจริง จริงๆ (จริง สามตัวเลยแฮะ)
แล้ว six packs ก็เป็นสิ่งที่กำหนดจากพันธุกรรม
รวมทั้งลักษณะผอมแห้ง หรือเนื้อเยอะ ก็ถูกกำหนดทางพันธุกรรมด้วย
เลยต้องขอกำลังใจกันหน่อย เลยไปถามพี่ซึ่งเป็นหมอ ให้ไปเช็คประวัติระเบียนสรีระวงศาคณาญาติให้หน่อย

จอม : แก ญาติๆผู้ชายของพวกเรา ตอนวัยรุ่นหุ่นเค้าเป็นไงบ้างอะ มี six packs กันบ้างป่าว
จอย: ลุงๆอาๆแก ก็ผอมแห้งกันหมดทุกคนนะ เหมือนแกไง แล้วพอตอนแก่ๆ ก็ลงพุงกันหมดทุกคน
จอม: แป่ว *_*

เอาวะ ไม่เห็นรอยขีดทั้งหก ก็ไม่เป็นไร เอาให้ไม่มีพุงก็พอ
แต่มันก็ยังแอบบมีอยู่นะ เมื่อขาดสติ
คือต้องเกร็งท้องอยู่ตลอดเวลาที่รู้สึก ห้ามลืมเด็ดขาด

เอ้า นอกเรื่องไปเยอะอีกละ...
ส่วนคุณสุภาพสตรี เล่นเครื่องบึกๆถึกๆมากก็ไม่ได้
เดี่ยวไหล่หนากล้ามใหญ่ คุณผู้ชายจะกลัว ไม่กล้าปกป้องเอา
เค้าก็เลยออกกำลังกายแบบแอโรบิกซะส่วนใหญ่ เผาผลาญไขมัน
เครื่องออกกำลังกายพวกนั้นก็เช่น เครื่องวิ่งอยู่กับที่ เครื่องปั่นจักยานอยู่กับที่ มีทั้งแบบนั่งและแบบยืน

ยิมส่วนใหญ่เค้าจะแบ่งเป็นสองโซนครับ
คือพวกเครื่องกล้ามทั้งหลาย และเครื่องแอโรบิก
แล้วผู้ชายมักจะไปขลุกๆกันโซนแรก สาวๆก็มาวิ่งมาปั่นกันโซนสอง
บางฤดูกาลผมก็จะไปอยู่ทั้งสองโซน
เอ๊ะ เปลี่ยนเพศตามฤดูกาลเหรอ
ไม่ใช่.... ส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งบริหารหัวใจ การไหลเวียน และทุกๆส่วนก่อน
ก็เรื่องหัวใจสำคัญที่สุดหนิ (เสี่ยวเชียว)
อายแค่ไหนก็ยอม
แล้วช่วงฤดูหนาวก็ไปวิ่งร่อนข้างนอกไม่ได้ เดี๋ยวหกล้มหัวฟาดหิมะเอา

กลับไปพูดถึงเรื่อง Brewster ดีกว่า เดี๋ยวจะนอกประเด็นไปซะก่อน
ช่วงบ่ายสาม พวกเราก็จะต้องไปเจอกันที่สนาม แล้วโค้ชก็จะทำการ warm up
ให้พวกเราทำท่าต่างๆกัน เพื่อลดการบาดเจ็บทางการกีฬา
แล้วแต่ละวัน ก็จะเล่นกีฬาแตกต่างกันไป
บาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล เบสบอล ว่ายน้ำ ฟริสบี้ soccer อเมริกันฟุตบอล และอีกหลายอย่าง
คนแก่จำไม่ค่อยได้ละ มีการพาวิ่งรอบเมืองด้วย
อันไหนที่เด็กไทยเล่นไม่เป็น เค้าก็จะจัดการสอนให้ แล้วก็เล่นไปสอนไป จนกว่าจะเป็น

ถ้าพูดว่า football ในดินแดนนี้ มันจะเป็นคนล่ะอย่างกันกับ "เล่นบอล" ในบ้านเราครับ
อ้าวแล้ว football มันคืออะไรล่ะ?
หลายๆคน คงเคยดูหนังเกี่ยวกับไฮสคูลของอเมริกานะครับ
เค้าจะมีกีฬาอย่างนึง นักกีฬาจะดูคล้ายๆว่าใส่ชุดเกราะ แล้วก็มีหมวกเป็นตะแกรงครอบหัวไว้
ลูกที่เล่นเหมือนกับลูกที่เค้าเล่นรักบี้ แล้ววิ่งกระแทกกันเถื่อนๆ
อันนั้นล่ะครับ ที่เค้าเรียกว่า American Football หรือ Football
อ้าว แล้ว "เตะบอล" ล่ะ เค้าเรียกว่าอะไร
เค้าเรียกว่า soccer ครับ
จริงๆแล้วบ้านเมืองเราไม่ได้แปลกนะครับ ที่เรียกเตะบอลว่า Football
คนเมกันมันแปลกเอง เค้าจะเซลฟ์ๆกันอย่างนี้แหละ
เลยไม่ยอมปรับเรียกให้เหมือนชาวบ้านซักที
เอาหน่า... เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม
ใครจะคุยโวเรื่องบอลๆกับคนเมกัน ก็อย่าลืมว่าเรียกว่า soccer นะครับ

อ้าว นอกเรื่องไปไหนอีกละ...กลับมาดีกว่า
โค้ชเค้าจะแบ่งทีม ให้คละชายหญิงกัน
ไม่ต้องงงครับ
ที่นี่เค้ามีหลักว่า ชายหญิงมีความสามารถเท่าเทียมกัน แม้ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา
ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้
จำนวนเด็กผู้หญิงอเมริกันที่เล่นบอลมีพอๆกับผู้ชายที่เล่นเป็นเลยครับ
(ไม่เหมือนที่ไทยที่มีความคิดว่า ชายแท้ต้องเล่นบอลเป็น หญิงแท้ต้องเล่นบอลไม่เป็น)

เค้าก็เลยให้เล่นๆ รวมๆกัน ให้ทุกคนมีบทบาท เป็นแบบนี้ทุกวัน
มีอยู่วันนึง เค้าให้เล่นอะไรก็มิรู้ จำบ่ได้แล้ว
แต่ประมาณว่า สองทีมจะยืนเรียงหน้ากระดานหันเข้าหากัน
แล้วทีมนึงก็จะโยนลูกบอลไปยังทีมตรงกันข้ามอย่างแรง เพื่อให้มิสามารถรับได้ คนเค้าจะได้ออก อะไรประมาณนั้น
แล้วปรากฏว่า บางทีลูกบอลนั้นมักจะไปโนตรงที่ เอวยี่สิบหก อกสามสิบห้า ของคุณผู้หญิงบ้าง เป็นครั้งคราว

แล้วอยู่ดีๆก็มีสุภาพบุรุษคนนึง (แต่มีผู้มองโลกในแง่ร้ายรายงานข่าวว่า...ทำเพื่อโชว์สาว)
บอกประมาณว่า ให้แบ่งทีมใหม่ โยนมาหาผู้ชายแทน เพราะเดี๋ยวผู้หญิงเจ็บ หรืออะไรซักอย่างไม่รู้
แล้วทีเอฝรั่งซึ่งเป็นผู้หญิงก็โกรธมาก หาว่า sexism คือ แบ่งแยกทางเพศ
แล้วก็มีเรื่องกันวุ่นวายมาก คือ ฝ่ายชายไทยอกสามศอกก็พยายามอธิบาย ด้วยภาษาไทย snakeๆ fishๆ ถึงวัฒนธรรมไทย
ฝ่ายทีเอสาวก็ไม่ยอมท่าเดียว บอกว่า ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ แล้วก็ชักจูงให้หญิงไทยใจงามเข้าพวกด้วย
เถียงกันอยู่นาน
พวกไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ยืนคอยกันกลางแดดอยู่ชั่วโมงนึง จนเรื่องยุติลง
อันแน่ ...อยากรู้ล่ะสิว่าลงเอยยังไง ติดตามตอนต่อไปนะครับ

Friday, August 15, 2008

ตอนที่ 5

ดีใจจังเลยที่มีคนอ่านของเรา คนนึงก็ถือว่า "มี" เนอะ
เขียนอ่าน กันแค่สองคนนี่แหละ กุ๊กกิ๊กดี

เริ่มเร็วละกันวันนี้

เย่ ได้กินข้าวเที่ยงแล้ว!
ขนาด Lunch ของคนอเมริกันก็จะใหญ่กว่า Breakfast ขึ้นมานิดนึง แต่ก็ยังมีขนาดปริมาณเล็กกว่า Dinner
ในโรงอาหาร ก็จะมีอาหารหลากลายให้กินกัน
จะมีอาหารจานพิเศษ ที่เค้าจะทำมาให้ เปลี่ยนไปแต่ละวัน
มีโซนของพิซซ่า มี โซนของผักหลายๆชนิด และน้ำสลัดให้เราทำสลัดกัน เรียกว่า salad bar
บางที่เค้าอาจจะทำ อาหารที่คล้ายๆกับพวกของผัดๆบ้านเรา
ที่เค้าจะเอาเนื้อสัตว์ มาผัดรวมๆกับผัก แล้วก็ใส่ซอสลงไปเรียกว่า stir fry
แล้วก็จะมีโซนน้ำดื่มหลากหลายชนิดบริการให้ มีโซนนมด้วย

คนที่นี่จะเรื่องมากเรื่องอาหารการกินมาก คือคุณๆทั้งหลายจะกลัวอ้วน
แต่ยิ่งกลัวยิ่งอ้วนกันเป็นแถว
เวลาสั่งอาหารอะไรที่ต้องใส่นม ต้องบอกเค้าด้วยว่าเอานมแบบไหน
นมที่มีไขมันต่ำกว่า 0.5% เค้าจะเรียกว่า "skim milk"
มากขึ้นมาอีกนิด ถ้ามีไขมัน 1% เค้าจะเรียกว่า "1% milk" (เรียกง่ายดีเนอะ ตรงดี)
ถ้ามีไขมัน 2% เค้าจะเรียกว่า "2% milk"
ถ้าใครไม่กลัวอ้วน อยากได้สารอาหารจากนม ครบจากเต้า ไม่ผ่านกระบวนการใดๆ ก็บอกเค้าไปเลยว่า "Whole Milk" เพ่

พูดถึงเรื่องนมทีไร ยังอดเจ็บใจไม่หาย
ตอนเด็กๆจะได้รับฉายาว่า "นักดื่มนมวัว" เพราะชอบดื่มนมมาก ดื่มวันละแปดถุงแน่ะ (นมโรงเรียนที่ให้เด็กๆกินน่ะ นึกออกป่ะ)
แต่มาบัดดลนี้ ท้องของข้าพเจ้า (จริงๆต้องลำไส้เล็กดิ เนอะ) ไม่สามารถย่อยนมได้แล้ว
คือ กินทีไรต้อง จู๊ดๆๆๆๆ ออกมาทุกที แล้วได้กลิ่นนม อย่างชัดเจน .... แหวะ
ถ้าใครมีอาการแบบนี้อยู่เหมือนกัน เค้ามีศัพท์เฉพาะจัดให้ครับ
ทีนี้ก็ไม่ต้องไปบอกว่า "When I drink milk, I will จู๊ดๆๆๆ " อีกต่อไป
เวลามีคนถามว่าจะกินนมมั้ย แล้วดันกินไมได้ ท้องไม่รับ ก็แค่ตอบว่า
"No, thanks. I'm lactose intolerant"
เค้าก็รู้แล้วล่ะครับว่า เราแพ้นม
เคยแอบคิดน้อยใจในวาสนาตัวเองอยู่เหมือนกัน
เพราะนมแสนจะดี มีโปรตีนเยอะ แคลเซี่ยมสูง ถูกด้วย
แต่ดันกินไม่ได้ เหมือนไก่ได้พลอย
แต่วันก่อนไปค้นๆใน wikipedia ดู
เค้าบอกว่า "99% ของคนไทยเป็น lactose intolerant!"
ก็เลยทำใจกันไปตามๆกัน

ท้องอิ่มแล้ว จู๊ดๆแล้ว ก็กลับไปเรียนกันเถอะเนอะ

คลาสต่อไปเป็นคลาส Reading
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า การอ่าน
ก็ อ่านๆๆ อ่านกันเข้าไป
มีคุณครูอันแสนจะใจดีๆๆ มากๆ นามว่า Mary
พวกเราพอหนังท้องตึง หนังตาหย่อน ก็พากันเข้าห้วงแห่งภวังค์ (สะกดไง บอกด้วย)
ไปๆมาๆ เหลือป้าแกยืนอ่านอยู่คนเดียวทุกที
ป้าแกใจดีๆมาก ผมเป็นลูกรักป้าแกเลย
ไหนๆก็ไหนแล้ว ขอนินทาคุณแม่น่อยละกัน
มีอยู่วันนึงผมไปหาป้าแกที่ออฟฟิซ
พอเดินเข้าไปป้าแกบแกว่า "หยุดนะ อย่าขยับ" (Stand right there, don't move!)
เราก็ตกใจ นึกในใจว่าจะโดนสังหาร เหมือนหนังฆาตกรรมป่าววะ
มองไปด้านล่าง ถึงได้ถึงบางอ้อว่า ห้องป้าแกรกมาก
เครื่องเขียน หนังสือ วางบนพื้นเต็มไปหมด
ถึงว่า เราถึงกลายเป็นลูกรัก ไปโดยปริยาย


คลาสสุดท้าย ก่อนบ่ายคลายเครียด (หรือยิ่งเครียดก็ไม่รู้)
คือคลาส Culture
คือจะเรียนเรื่องวัฒนธรรมอเมริกันที่แตกต่างจากวัฒนธรรมไทย
คลาสนี้สอนโดย ป ูโร้ค นั่นเอง
ใครไปสาย โดน!
ไม่ทำการบ้าน โดน!
เด็กๆเลย เกร็งๆกลัวๆ ตั้งใจเป็นพิเศษ
บทเรียนแรกที่เค้าสอนคือ คนอเมริกันจะเป็นคนที่ถือเรื่องความซื่อสัตย์เป็นหลัก
เวลาพูดต้องจ้องตา จ้องตา จ้องตา
ไม่ต้องเขิน ไม่ต้องกลัวจะท้อง
ตอนแรกก็ เก้ๆกังๆ คะๆเขินๆ อยู่เหมือนกัน
แต่ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชินไปเอง
คนอเมริกันเค้าไม่ถือว่าหาเรื่องหรอกครับ ถ้าจ้องตาเค้า
แต่ถ้าไม่จ้อง เค้าถือว่า ไม่จริงใจ มีอะไรในกอไผ่อยู่

พูดถึงเรื่องไม่มีอะไรในกอไผ่ ไม่พูดถึงน้องกบสุดสวย ก็ชักจะกระไรอยู่
คือ รูมเมตน้องกบ มักจะมาเผาให้ชาวบ้านฟังเสมอว่า
น้องกบ แอบคุยโทรศัพท์ หวานแหวนกับนายลูกชิ้นปลาเป็นประจำ
แล้ววันนึง ก็รู้ไปถึงทีเอฝรั่ง
แล้วหนูกบเค้าก็เขิน ตามประสาหญิงไทยใจงาม
เธอจึงบอกไปว่า "Between ลูกชิ้นปลา and I, there's nothing in the bamboo."
ฝรั่งก็งงใหญ่ ว่าไอ้สองคนนี้แอบไปทำอะไรกันในสวนไผ่รึปล่าว
คือ ฝรั่งเค้าไม่มีสำนวนนี้กันอะครับ

อย่างที่สองจากบทเรียนแรก คือ เวลาจับมือ ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย
ไม่ถึงขนาดน้าาน
แต่ว่าเวลาเรารู้จักกับใครเป็นครั้งแรก
ก็จะพูดกันว่า "Nice to meet you." พร้อมยื่นมือไปให้
คนที่โดนตัดหน้า โดนแย่งพูดไปก่อนก็จะพูดว่า "Nice to meet you too." พร้อมยื่นมือไปจับ
(จับมือที่เค้ายื่นมาให้ เพ่ ไม่ใช่จับอย่างอื่น)
แล้วก็จับกันให้แน่นเลยนะ ไม่ต้องกลัวถูกแต๊ะอั๋ง ฝรั่งเค้ายอมมาจับกับพวกเราก็บุญแล้ว
แล้วก็เขย่าแล้วโยก เขย่าแล้วโยก ซักสองสามทีพอเป็นพิธี
พร้อมทั้งจ้องตา แล้วก็ห้ามเขินเด็ดขาด เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเรามีใจ
(เดี๋ยวจะเป็นเหมือนคดีมิกอีก)

เรียนเสร็จหนึ่งวัน ยังไม่หมดแค่นี้ครับ ยังมีอีกเยอะ
โรงเรียนที่นี่เค้าจะเป็นแบบนี้ล่ะครับ เหมือนเรียนครึ่งวันก็จริง แต่เค้าจะมี กิจกรรม เยอะแยะมากมาย
กิจกรรมต่อไปที่ต้องทำคือ Discussion Group
เค้าจะแบ่งหลุ่มใหม่ คละจากทุกห้องปนๆกันหมด
นำทีมโดย ทีเอฝรั่งสองคน ของแต่ละกลุ่ม
แต่ละวันก็จะมีหัวข้อเรื่องโน้น เรื่องนี้ พูดกัน ถกกัน
แล้วก็จะมีการบ้านเล็กๆน้อยๆให้ทำ
เช่น แต่ละวันไปหามาว่า สำนวนนี้ แปลว่าอะไร พร้อมทั้งการใช้งาน
กลุ่มไหนเก็บคะแนนได้เยอะสุดก็ จะได้รับรางวัล มาม่า อะไรทำนองนี้

พอเสร็จจาก Discussion Group เค้าก็จะให้พักไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไปเล่นกีฬา
เค้าเรียกว่า Recreation พวกเราเรียกสั้นๆว่า เล่น Rec
กีฬาที่นี่ก็จะมีมากมายหลายประเภท มากกว่ากีฬาเมืองไทยเยอะ ทั้งกลางแจ้ง ในร่ม และก็บนเตียง
(พวก sit up ไง อย่าคิดไกล)
แต่ขอบอกไว้ก่อนว่า กลางแจ้งที่นี่จะแจ้งมาก
คือ แดดแผดเผามาก ร้อนได้ใจ เหมือนบ่ายโมงหน้าร้อนไทยยังไงยังงั้น
แต่ที่นี่เค้าไม่ค่อยมีเมฆนะ อย่าลืม

Recreation นี่ เป็นมารหัวใจของสาวๆทั่วไป
ทุกคนจะทากันแดดกันหนาประมาณหนึ่งนิ้ว
ผมทาไปวันแรก แล้วก็เริ่มขี้เกียจ ก็เลยปล่อยตามบุญตามกรรม ตามมีตามเกิดละกัน
สองเดือนผ่านไป ต้องปิดไฟเวลาดูกระจก เพราะรับสภาพไม่ได้กับสีผิวตัวเอง
เพิ่งกลับไปดูรูปถ่ายรวม ที่ถ่ายไว้เมื่อสามปีที่แล้ว มา
ตอนแรกคิดว่า แสงจากกล้องไม่ถึง
เพราะเห็น เมี่ยมๆ กันหมด
แต่ดูไปดูมา ทุกกล้องก็เป็นแบบนี้ เอ๊ะ ยังไงกัน
แต่ละคนก็จะมีฉายาความดำกัน
อย่างเช่นน้องด้วงของเรา หนุ่มหน้าใสไร้สิวจากภาคอีสาน
ได้ฉายาว่า "ปลาแดกแดดเดียว" ไปเป็นนามแฝง


อ้าวพร้อมกันรึยัง ให้เวลาอีกนิดนึง เดี๋ยวไปเล่น Rec กัน เหงื่อสาด + เลือดสาด + ด่ากัน ไอ้ส_ดดดดด แน่


Collide - Howie day

Thursday, August 14, 2008

ตอนที่ 4.1

วันนี้ไม่อยากเกริ่นยาว เดี๋ยวไม่ได้เข้าห้องเรียนกันพอดี เหมือนครั้งก่อนอีก
พอดีหายหน้าหายตา กลับไปนึกถึงความหลังมานาน ตามประสาคนแก่
แล้วก็ได้ไปคุยกับเพื่อนโรงเรียนเก่ามาทาง msn รู้จักกันตั้งแต่เรียนอนุบาลนู่น จนถึง ม.หก
ก็เกิดเรื่องเข้าใจผิดทางการสื่อสารกันนิดหน่อย อันนี้เอามาเป็นอุทาหรณ์ให้รับชมกันนะครับ
คราวหลังจะได้ make sure ว่าส่งสารไป เคลียร์ ไม่กำกวม อันนี้จัดมาให้เลยละกัน

ตูป: พี่จอยเปงงายบ้าง
จอม: ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยอะ แต่เท่าที่รู้ก็สบายดีนะ ได้ข่าวว่าไปหัวหินมาสัปดาห์ที่แล้ว
ตูบ: อ่ออ
ตูบ: แล้วแกแต่งงานรึยัง
จอม: หือ
จอม: เราเพิ่งจบปีสองเลย อย่าเพิ่งพูดอย่างงั้นดิ หมอดูเค้าเคยทักว่าเราจะแต่งงานตอนอายุยิบเอ็ด
จอม: นี่เพิ่งยิบเอ็ดพอดี เดี๋ยวก็ไปทำใครท้องก่อนแต่งหรอก
ตูบ: กำ ปล่าว หมายถึงพี่จอยอะ
จอม: ฮาๆ อ๋อ (ยัง/ แต่งแล้ว)

อันนี้ถือเป็นข้อมูลส่วนตัว บอกไม่ได้
ผิดจรรยาบรรณนักเขียน

วันนี้ก็เลยต้อง make sure ก่อนว่า สื่อสารรู้เรื่องกับคนอ่าน
ดังนั้น ก่อนจะไปเรียนนั้น เรามารับรู้ระบบซัมเมอร์ที่นี่กันก่อนละกัน
จะมาแนะนำว่าบุคคลสำคัญที่นี่มีใครบ้าง เริ่มคนแรกเลยละกัน...แถ่ม แทม แท้ม

ถ้ามีเพื่อนเป็นนักเรียนทุน หรือรู้จักกันโดนบังเอิญ (แต่ต้องแก่ๆหน่อยนะ เพราะปีหลังๆนี่เปลี่ยนคนแล้ว)
ก็ให้เนียนถามไปเลยว่า "จำปู่โร้ก ได้ป่าว"
ชื่อเต็มๆเค้าคือ John Roke
คนอเมริกันเค้าจะเรียกนามสกุลกันนะครับ ถือเป็นการให้เกียรติ
ต้องสนิทกันจริงๆถึงจะเรียกชื่อจริง
(ตรงข้ามกับวัฒนธรรมบ้านเราเลยเนอะ ถ้าเรียกแค่นามสกุลก็ถือว่า
ด่าโคตรเหง้าสักหลาดกัน...เอ๊ะ สะกดยังไงหว่า ใครรู้ช่วยบอกหน่อยนะครับ)

เค้ามีอายุมากแล้วครับ ประมาณเจ็ดสิบกว่าๆได้ แล้วหูเค้าจะตึง เราก็เลยเรียกลับหลังว่า "ปู่"
เค้ามีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของนักเรียนทุนทั้งหมดในช่วงซัมเมอร์นี้ และช่วงต่อๆไปด้วย จนเข้ามหาวิทยาลัย
คล้ายๆกลับครูใหญ่ของเราอะครับ
ไปถามพวกนักเรียนทุน แต่ละคนก็ตอบกันต่างๆกันไป แล้วแต่ว่าเคยไปเจอด้านไหนของปู่แก
ปู่เค้าชอบผมระดับนึงครับ คือไม่เคยทะเลาะหรือมีปัญหากัน
บอกแล้วว่าผมเป็นคนง่าย ไม่ค่อยมีเรื่องกับใคร (ถ้าไม่จำเป็น)
แต่ไปหมดศรัทธาเอาตอนที่เค้าไม่ให้สมัครบราวน์ ที่บอกว่า "ไม่ติดหรอก เปลืองตังส์ปล่าว"
เราก็สวนไปว่า ... (ไม่ต้องคอยลุ้นนะครับ ว่าจะบอกว่า "เก่งพอละกัน" ... เจียมตัวเองดี)
เราก็สวนไปว่า "สมัครฟรีอะ มีไรมะ" (คือบางโรงเรียนเค้าจะมีการยกเว้นให้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยฟรี รายละเอียดค่อยมาเล่าละกัน)
และพอเราแอบสมัครแล้ว ติดเเล้ว เค้าบอกว่าไม่ให้ไปอยู่ บอกว่าไม่เหมาะ

นี่ถ้าเราหัวอ่อนเชื่อปู่ไปครั้งใดครั้งนึงในสองครั้งนั่น
ตอนนี้คิดไม่ออกเลยว่าจะไปอยู่ที่ไหน
และไม่อยากคิดด้วย
เพราะอยู่ที่นี่มีความสุขที่ซู้ดดดดดดดดดด เลย
เพื่อนอัธยาศัยดี บรรยากาศดี ครูดี
แต่แอบมีนางมารร้ายมารังควานเป็นครั้งคราว (อันนี้หยวนๆ รสชาติของชีวิต)

อีกละ เม้าท์ยาวอีกละ นอกเรื่องทุกที
คนต่อไปที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ ผู้ช่วยเค้าครับ คนนี้เป็นขวัญใจของเด็กๆมาก
เพราะคุณพี่ (หรือคุณน้าก็ไม่รู้) เค้าใจดีกับเด็กๆมาก
เราจะเรียกกันว่า "คริส" ชื่อเต็มๆคือ Chris Brown ครับ
เค้าจะสอนการเขียนเรียงความ ที่จะใช้สมัครเข้ามหาวิทยาลัย
พร้อมกับดูแลเรื่องการเขียนเรียงความตลอดรอดฝั่ง จนยื่นใบสมัครเข้ามหาวิทยาลัยเป็นการเรียบร้อย

องค์ประกอบต่อไปคือ คณะคุณครูครับ
ก็จะมีครูมาสอนแต่ละคลาส เดี๋ยวค่อยเล่าตอนเข้าเรียนละกัน
องค์ประกอบต่อไปคือ ทีเอฝรั่ง
TA ย่อมาจาก Teaching Assistant
คือ เค้าจะมาช่วยคณะครูบาอาจารย์ทั้งหลายในการสอนเด็ก
ช่วยยังไง เดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกนะคร้าบ (ติดคนอ่านไว้เยอะจัง แฮะ)
แต่บางคนก็ไม่ช่วยเท่าไหร่ แต่ก็ยังได้ตังส์เยอะมาก
(บอกให้ก็ได้ว่า เงินเดือนหลักแสนแหนะ คิดเป็นเงินไทย แล้ว
แถมอาหารฟรี ที่อยู่ฟรี
ให้กันเยอะแบบนี้ ต้องหาคนดีๆหน่อยแล้วล่ะ
ส่วนใหญ่เค้าจะเลือกคนจากมหาลัยดังๆ (แต่ก็ไม่ได้จะแปลว่าดีเสมอไปนะ)
เช่น มหาลัยที่เป็นไอวี่หลีก (Ivy League)
ใครไม่เคยได้ยินก็ไม่ต้องอายนะครับ
ผมรู้จักคำนี้ตอนก่อนมานี่แค่เดือนเดียวเอง

ข้อความต่อไปนี้แปลมาให้ตรงๆตัวเลยนะ
Ivy League เป็นกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาที่เก่าแก่และทรงเกียรติ
8 แห่งในนิวอิงแลนด์ ที่มีประเพณีแข่งกีฬาร่วมกันทุกปี
ประกอบไปด้วย Brown, Columbia, Cornell, Dartmouth, Harvard, Princeton, Upen, และ Yale
อันนี้ไม่ได้ลำเอียงเอาบราวน์ขึ้นก่อนนะ แปลมาตรงตัวจริงๆ
(อันที่จริงเข้าเรียงตามตัวอักษรจ้า ...ถ้าใครสังเกตดีๆ)

แล้วตัวประกอบต่อไป เอ้ย องค์ประกอบต่อไปคือ ทีเอไทย
คือ ทีเอที่เป็นคนไทยนั่นเอง
ก็พวกเรานั่นแหละครับ เด็กทุนที่เข้ามหาวิทยาลัยมาแล้ว
แล้วก็มาสมัครช่วยๆงานเค้า เล่นกับเด็กๆรุ่นน้อง
จะว่าเป็นตัวประกอบก็ได้นะครับ เพราะมีเพื่อนมาสารภาพว่า ไม่ต้องคิดมาก ทำอะไรมากเลย
ชิวไปวันๆ ช่วยเค้าเตรียมความพร้อม เช็คชื่อเด็ก ไปเล่นกีฬากับเด็กๆ
กินฟรี อยู่ฟรี ได้สัปดาห์ละหกสิบดอล

อันนี้ก็มีคนมาขอร้องให้ไปเป็นทีเอทุกปีน่ะครับ
แหม...คนมันหน้าตาดี และมากไปด้วยความสามารถ
แต่ด้วยเงินอันน้อยนิด ข้าพเจ้าเลย say no ไปทุกครั้ง
เพราะคิดว่า ค่าตัวเราแค่นี้เองหรือ
ปกติทำงานคืนนึง เหนือ่ยแป๊ปเดียวเอง ได้เป็นร้อย
(เอ๊ะ ทำอะไร ค่อยมาเล่าเมื่อถึงโอกาสอันควรนะครับ)
ไมได้ใจหินใจมารขนาดน้าน
จริงๆก็อยากไปช่วยเค้าอยู่เหมือนกัน แต่ไม่เคยว่างไป Brewster ซักที

โหพูดกันยาวเชียว แค่นี้ล่ะครับ สมาชิกของที่นี่
เข้าห้องเรียนเลยดีกว่าเนอะ เดี๋ยวจะสาย
ที่โรงเรียนนี่ เรื่องสาย ถือเป็นเรื่องที่เค้าเคร่งครัดมากเลยนะครับ
สายแค่ห้านาทีเค้าจะจดชื่อไว้ ถ้ารวมกันหลายๆครั้ง เค้าจะทำโทษครับ
เช่น โรงเรียนที่ผมไป ถ้าเกินสามครั้งเค้าจะให้ ขัดส้วม เก็บขยะ อะไรประมาณนั้น

หลังจากถูกแบ่งแยกตามความสามารถทางภาษาอังกฤษแล้ว
(อันนี้ไม่ได้มีน้ำเสียงตัดพ้อนะครับ รู้สึกขอบคุณเค้าด้วยซ้ำ เล่าทีหลังเด้อ...อีกละ)
ห้องนึงก็จะมีสมาชิกนักเรียนประมาณสิบกว่าคนครับ
ซึ่งขนาดของห้องเรียนใน prep school ก็เป็นแบบนี้
คือเด็กจะไม่เกินยี่สิบคน จะได้ดูแลอย่างถั่วถึงนะครับ

คลาสแรกก็คือ Listening & Speaking
คือเค้าจะให้เราหาข่าวไปพรีเซ้นต์ แล้วก็ให้เพื่อนๆในห้อง ช่วยกันวิเคราะห์แสดงความคิดเห็นกันครับ
ระบบการพรีเซ้นต์และแย่งกันแสดงความคิดเห็น ถือเป็นหัวใจหลักของห้องเรียนประเทศนี้เลยครับ
คือเด็กๆจะเรียนรู้โดยการฟังความคิดความอ่าน ข้อมูล จากคนอื่น
แล้วเด็กเค้าก็จะอยากแรงกัน โดยการไปหาข้อมูลมาสนับสนุนความคิดเห็นของตัวเองกันเป็นการบ้าน
ต่างจากบ้านเราเลยเนอะ ที่ครูก็พูดๆๆอยู่อย่างเดียว เด็กก็หลับๆๆๆอยู่อย่างเดียว
แต่หลายๆครั้ง ที่เมืองไทย ครูกับเด็กก็แอบแลกหน้าที่กัน
คือครูจะแอบหลับ แล้วเด็กเห็นเช่นนั้น เลยฝอยๆๆ ท่าเดียว
เฮ่อ ระบบการศึกษาไทย

ต่อไปเป็นคลาส Writing ครับ คือเค้าจะให้เราฝึกการเขียนเรียงความ
ซึ่งฝรั่งเค้าจะเรียกว่า Essay
ที่บ้านเมืองนี้ การเขียน ถือเป็นสิ่งสำคัญมากของการศึกษาครับ
คือไม่ว่าจะเรียนสาขาไหน จะต้องเขียนเป็น
เค้าจะวัดความสามารถทางด้านนี้เยอะมาก บางวิชาถือการเขียน Essay เป็นข้อสอบไฟนอลไปเลย
ที่ Brewster เค้าจะสอนให้มากมายหลายแบบครับ แบบแรกที่ดูเป็นระบบที่ง่ายที่สุดคือ Academic Essay
ที่มี Intro + 3 Supporting Paragraphs + Conclusion อย่างที่หลายๆคนเคยได้ยินกัน

คลาสสุดท้ายก่อนกินข้าวคือ Computer
เค้าก็จะสอนหลักการพื้นฐานทั่วๆไปครับ เช่น การซื้ออของออนไลน์ การพิมพ์จดหมาย
การใช้ Power Point การทำวีดีโอ
อันนี้เค้าจะให้ใช้ laptop ที่เค้าจัดให้ครับ ซึ่งเป็นของ Mac
ครูคนนี้เค้าชื่อ Abby ครับ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรานี่เอง
แต่หน้าตาเธอนี่ คิดว่า ... เพื่อนแม่
ฝรั่งก็เป็นอย่างนี้ล่ะครับ
อันนี้ไม่ได้นินทานะครับ ความแก่ไม่ใช่เป็นเรื่องเสียหายเนอะ เรื่องธรรมชาติ
เพราะฉะนั้นไม่ได้ทำใครเสียหายเด้อ
จริงๆแอบสนิทกับ Abby มาก

แต่มีคนนึงมาทำร้าย Abby ของเรา
คือ ก่อนจะเล่า ต้องท้าวความก่อนว่า แอ๊บบี้จะเป็นคนหน้าโหด เสียงโหด
เสียงเจ๊แกจะแหลมทิ่มเยื่อแก้วหูเลย

และอยู่มาวันนึง เจ๊แกมาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ กับเพื่อนคนนึง
ให้ชื่อว่า กบ ละกัน
แล้วคุณกบก็ทนไม่ไหว พอ Abby เดินหันหลังไป
เธอด่าขึ้นมาด้วยเสียงอันดัง (คือ เธอคงคิดว่าเธอได้ยินคนเดียว) ว่า...
"อี-Abbyyyyyyyy"
ทันใดนั้น คุณครู Abby ก็หันมา
แล้วทั้งคุณกบ ทั้งผม ซึ่งยืนอยู่กับเธอในตอนนั้น
ยืนตะลึง มือสั่น ขาสั่น ปากสั่น ทำอะไรไม่ถูก
แล้ว Abby ก็เดินขึ้นมาอย่างช้าๆ
แต่ด้วยความที่ Abby ฉลาดพอ
เธอจึงไม่ถามน้องกบ หันมาถามผมแทนว่า...
"E-Abby" อีน่ะ หมายถึงอะไร
ผมก็ไม่รู้จะทำไง ยิ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยจะได้อยู่
ถ้าเกิดยืนกรานกระต่ายขาเดียว โกหกว่า คำว่า อี คือ ...
คำสุภาพที่ใช่เรียกนำหน้าชื่อคนไทยเพื่อนเป็นการให้เกียรติ ...บลาๆๆๆๆๆ
เค้าคงเดินไปถามคนอื่นซะก่อนพอดี กว่าเราจะพูด จะยกมือยกไม้ อธิบาย
เดี๋ยวก็ซวยอีก ถ้าเค้ารู้ว่าโกหก

ตอนนั้นไม่รุ้คิดอะไร ก็บอกเค้าว่า ...
อ๋อ ก็ E มาจาก Electronic ไง
เค้าเห็นเก่งคอม เลยเรียก Electronic Abby ว่า
อีแอ๊บบี้ ไง คล้ายกับ Email, Ecard นั่นแหละ
เจ๊แกก็บอกว่า "Oh, I see."
แล้วก็เดินยิ้มไปที่มีคนชมว่าเก่งคอม

ฟากฟ้าทะเลฝัน - มิกกี้

เหนื่อยยัง หมดครึ่งเช้าแล้ว เดี๋ยวไปกินข้าวเที่ยงเอาแรงกันเน้อ ก่อนจะไปเรียนคลาส Queen Mary กับปู่โร้ค

Wednesday, August 13, 2008

กลับมาแล้ว

... เมื่อสามปีที่แล้ว ก้าวแรกที่ได้เหยียบดินแดนเสรีภาพ
ภายใต้ชื่อว่า "นักเรียนทุนรัฐบาลไทย"
ผมคิดว่าหนทางข้างหน้าคงมีแต่กลีบกุหลาบโรยไว้
แต่สามปีที่ผ่านมานี้ ทำให้ผมรู้ว่า กลีบกุหลาบที่ดูสวยงามนั้น
โรยไว้บนรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มิตรภาพ หยาดเหงื่อ และหยดน้ำตา
ความสุขที่สุดอยู่ที่นี่ ความทุกข์ที่สุดก็อยู่ที่นี่
ทุกข์จนเคยคิดที่จะทิ้งความหวัง ความฝัน และทุกสิ่งทุกอย่างกลับบ้าน
หลายครั้งหลายครา
แต่บางที ก็ยังอดสงสัยไม่หาย ว่าผ่านเรื่องร้ายๆเหล่านั้นมาได้ยังไง ...

******************

ขอประทานอภัยเป็นอย่างสูงนะครับ ที่ห่างหายไปนาน
พอดีกำลังวุ่นๆกับการเปิดบล็อกใหม่ในพันทิพย์น่ะครับ
ไปได้สวยเลย คนมาดูกันวันละสองร้อยแหนะ คอมเม้นต์ประมาณวันละสิบ

ไม่ได้ทอดทิ้งบล็อกนี้แต่อย่างใดนะครับ แค่แอบท้อนิดนึง
คือ เมื่อเดือนที่แล้ว คิดถึงเรื่องราวในอดีต (ตามประสาคนแก่)
เอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตเราก็ผ่านอะไรมาเยอะเหมือนกัน
เคยทุกข์จนไม่รู้จะทุกข์ยังไงแล้ว กว่าจะมีความสุขอยู่อย่างวันนี้
ไม่รู้เคยเสียมากี่หยดน้ำตา ถึงได้มีรอยยิ้มในวันนี้

ชีวิตคนเรามีลงมีขึ้นเป็นธรรมดาครับ
แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราจะรับมือกับมันได้มั้ย จัดการกับมันยังไง
เคยแอบคิดอยู่บ่อยๆนะครับว่า ถ้ามีคนมาบอกเราก่อน ชีวิตเราคงดีกว่านี้
ไม่ต้องล้มเอง เจ็บเอง ลุกเอง และก็มีแผลเป็น จนถึงทุกวันนี้

แต่ไม่เป็นไรหรอกครับ คนเราย้อนเวลากลับไปไม่ได้
ทำชีวิตวันน ี้ให้มีความสุขก็พอครับ
คนฉลาดเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง
แต่คนฉลาดกว่าเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น

ผมทำถูกบ้าง ผิดบ้างมาไม่รู้ต่อกี่ครั้งกี่คราแล้ว
ไม่อยากให้มันเสียปล่าวครับ
อยากให้คนอื่นรับรู้บ้าง จะได้รู้ว่าควร ไม่ควรทำอะไร ยังไง
ทั้งเจ็บ ทั้งทรมานมากจริงๆครับ ไม่ได้เว่อร์
ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลยครับ (แม้แต่คนที่เรารัก และรักเราที่สุด)

ตอนแรกคิดว่า จะไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ นึกถึงความทุกข์ในอดีตทำไม
แต่มาคิดอีกที การจำได้ เรียนรู้ เข้าใจ กับการ จมปลัก มันต่างกันครับ

เนื่องจากความสุขมักจะผ่านไปเร็วกว่าความทุกข์นัก
ตอนแรกๆ จึงวางไว้ว่าจะเป็นตอนแห่งรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ
ก็ตอนนั้นมีความสุขจริงๆนี่หน่า
แล้วก็ผ่านไปเร็วจริงๆด้วย แค่สองเดือนเอง

และสี่เดือนนรกก็ผ่านมา
สี่เดือนเองครับ แต่รู้สึกเหมือนสี่ปี
รู้สึกนานกว่าที่มาอยู่มหาลัยซะอีก
แต่มันก็เป็นช่วงที่ทำให้เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะครับ
และได้มาหลายบทเรียน บทเรียนราคาแพงซะด้วย
(นี่ถ้าเอาไปขายได้ รวมๆแล้วคงได้หลายตังส์)

มาดี หวังดีนะเนี่ย ไม่นึกมาก่อนเลยครับว่าจะไปก่อเรื่องจนได้
คือ มีบางคนเข้ามาถามว่า อะไร ทำทำไม ว่างมากนักเหรอ
หรือที่ยิ่งกว่านั้นคือ มีคนต่อว่า ว่าเขียนไม่สร้างสรรค์ นินทาว่าร้ายชาวบ้าน
ทำแบบนี้ ต่อๆไป เดี๋ยวจะไม่มีใครคบนะ...
คือไม่ใช่คนที่โดนกล่าวถึงหรอกครับ เห็นแต่ละคนที่ถูกพูดถึง ก็มาคุยดีๆทั้งนั้น แถมยังให้ข้อมูลเพิ่มอีก
สงสัยเค้าจะเป็นห่วงแทน ก็ไม่ว่ากันครับ อย่างน้อยทำเพราะเป็นห่วง
(พยายามมองโลกในแง่ดีไว้)

ก็ท้อไปพักนึงเหมือนกันครับ เลยหนีไปพันทิพย์ ใครเห็นแล้วชอบ ก็มาอ่านเอง
ไม่ต้องไปดัน ไปโฆษณา ไปขอร้องอ้อนวอนให้มาอ่านเหมือนที่นี่
ดูไปดูมาก็แอบสมเพชตัวเองเหมือนกันครับ กับบล็อกนี้
เหมือนของคุณภาพต่ำ ที่แบบต้องลดราคา ลดแลกแจกแถม พยายามมากมายให้มีคนอ่าน

แต่ยังมีคนไม่น้อย ที่มาคอยให้กำลังใจอยู่
ขอบคุณมากๆนะครับ
คิดไปคิดมา บล็อกนี้จัดให้เป็นบล็อกแห่งกำลังใจก็ดีนะ
เพราะรู้สึกว่า เมื่อไหร่ที่เราเจอกับปัญหาร้าย แล้วก็ไม่มีคนคอยห่วงใย คนเข้าใจ
โลกดูเหมือนมืดไปหมด
แต่เมื่อใดที่เรามีความสุข มีความรักที่อบอุ่น ทุกปัญหาก็ผ่านไปได้ไม่ยากเลยครับ

ใครที่ชอบที่จะอ่าน และอยากติดตาม ก็ยินดีนะครับ
ไม่เก็บตังส์ ไม่ขอให้เลี้ยงข้าวอะไรทั้งสิ้น
มาลงชื่อให้กำลังใจกันบ้างก็ดีครับ
จะได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำไป มันก็มีความหมายกับใครบางคนเหมือนกัน

Live And Learn - Boyd Kosiyabong

Friday, August 8, 2008

ตอนที่ 3.2

ตอนที่ 3.2 (ต่อจาก ตอนที่ 3.1)

อีกสักครั้ง - Bakery Love 1

อาบน้ำเสร็จแล้ว ก็รีบแต่งตัว วิ่งตาตั้งตะบี้ตะบันไป Dining Hall ครับ หรือว่าโรงอาหารของโรงเรียน
โรงเรียนหรือมหาลัยส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นแนว Buffet
คือ เหมาจ่ายเป็น plan แล้วกินเท่าไหร่ก็ได้ในแต่ละครั้ง
(เค้าอ่านว่า 'เบอะเฟ' แล้วทำปากคล้ายๆจะออกเสียง 'อิ' ปิดท้ายพอเป็นพิธี
... อย่าไปพูดว่า บุ๊ป-เฟ่ ด้วยเสียงหนักๆเซลฟ์ๆนะครับ ...อายเค้า)
อาหารสำหรับ Breakfast เค้าก็จะออกแนวน่าเบื่อๆ นิดนึง ซ้ำๆกันอยู่แบบนี้ทุกวัน
คือจะมีเบค่อน มีไข่ต้ม มีไข่ดาว มีแฮม มีไส้กรอก
แล้วจะมี waffles และ pancakes ที่มักจะทานกับน้ำเชื่อม เค้าจะเรียกกันว่า syrup
(อ่านว่า ซี้เหริบ นะครับ stress พยางค์แรก ผมพูดว่า ไซรับ ตั้งนาน ยังอายมาถึงบัดดลนี้)
และยังมีอาหาร อีกหลายหลากมากมาย แล้วแต่โรงอาหารจะจัด

แล้วก็มักจะมีพ่อครัวแม่ครัว คอยทำ Omelet ให้
(แบบ ฺBritish English จะเขียนว่า Omelette)
Omelet ก็คล้ายๆกับไข่เจียวยัดไส้บ้านเรานั่นแหละครับ
เพียงแต่คนที่นี่จะไม่นิยมทอดในน้ำมันกัน
เค้าจะใช้น้ำยาเคลือบกระทะพ่นไปแทน ไม่ให้ติดกระทะ
เอาไข่ที่ตีแล้ว ใส่ลงไป แล้วก็ใส่ไส้ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ผัก เช่น พริกชี้ฟ้าเขียว มะเขือเทศ เห็ด
หรืออาจจะใส่เบค่อนไปด้วยก็ได้ แล้วก็จะเลือกว่าจะใส่ cheese หรือไม่ใส่
หรืออาจจะสั่งเป็นไข่ดาวก็ได้ครับ
เวลาสั่งก็บอกเค้าด้วยว่าจะเอาสุกมากสุกน้อยขนาดไหน
ใครอยากเจาะไข่แดง อยากเอาเป็นยางมะตูมก็บอก over easy, please.
อยากเอาแบบสุกชัวร์ ไข่แดงแข็ง ไม่เป็นไข้หวัดนกก็สั่ง over hard นะครับ
ยังมีวิธีการสั่งแบบอื่นอีกมากมาย แต่ว่าผมก็ใช้อยู่แค่นี้แหละ ก็เห็นได้กินอิ่มทุกที

แล้วคนที่นี่ก็กินผลไม้ตอนเช้ากันนะครับ ไม่แปลก
ผลไม้ที่เค้าทานกันคือ แคนตาลูป องุ่น สตรอเบอรรี่ กล้วย
มาอยู่นี่ไม่ค่อยได้กินผักใบเขียวครับ ก็เลยมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายตอนแรกๆ
คืออุจจาระไม่สวย เอาไปประกวดนางสาวไทยไม่ได้
ก็เลยไปปรึกษาไอมิกมัน
มันบอกว่า "กินกล้วยว่ะ วันละสิบลูก อึมึงทั้งสวยทั้งหุ่นดีชัวร์"
ได้ผลจริงๆนะ เอาเคล็ดลับนี้ไปใช้กันได้ไม่ว่ากันเน้อ

พูดถึงกล้วยทีไร อดนึกถึงเจ๊ตุ๊กไม่ได้ซักที
เจ๊ตุ๊กแกจะมีความสามารถพิเศษเรื่องการเต้นเป็นอย่างมาก
บางทีถึงขนาดเอากล้วยไว้บนหัว แล้วเต้นได้ไม่ตกเลย
นอกจากปรากฏการณ์ ระบำกล้วยทัดหัวแล้ว
วีรกรรมของเจ๊ยังมีอีกเยอะ ค่อยมาแฉวันหลังละกัน
เอ้อ คุยอะไรที่มีมีสาระๆอยู่นาน เริ่มปวดหัวละ
มานินทาพวกนักเรียนทุนดีกว่า
จริงๆวงสนทนาตอนเช้าก็มีเรื่องซุบซิบกันนี่แหละ ที่มาทำให้เจริญอาหารได้อยู่
แต่ส่วนใหญ่ผมจะพลาดฉ็อดเด็ดไปประจำ เพราะว่าไปสาย
แล้วแถวจะยาวมากช่วงเวลาเร่งรัด
อันนี้ขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะ ว่าไม่ได้เป็นคนชอบนินทากาเล อะไรใดๆทั้งสิ้น
แต่ไม่รู้เคราะห์ซ้ำกรรมซ้อนอะไร ชอบให้ได้รู้อะไรดีๆ หรือเห็นอะไรดีๆเป็นประจำ
เลยกลัวโดนสั่งปิดปากอยู่เนี่ย ใครมีอิทธิพล ช่วยคุ้มหัวหน่อยนะ

อิ่มท้องแล้วยังไม่อิ่มใจ (...เสี่ยวเชียว)
มาพูดเรื่องความรักกันบ้างดีกว่า
แต่รุ่นนี้ไม่ค่อยจะมีกันอย่างอึกทึกครึกโครมกันเท่าไหร่
เพราะหน้าตาแต่ละคนบอกได้คำเดียวว่า...
.... เยิน!!! (ถ้าเทียบกับรุ่นพี่ และน้องๆ ทั้งหลาย)
แต่มีสาวฮอทอยู่สองสามคนครับ คนนึงฮอตมากเพราะหวาน รำสวย
มีเพื่อนสนิทซึ่งเป็นสาวฮอทอีกคนซึ่งหวานเหมือนกัน
และพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก เพราะเคยมาเรียน AFS อยู่ปีนึง
ส่วนหนุ่มๆก็จะมาจีบกันตรึม บ้างก็มีลูกมีเมียแล้วอยู่ที่ไทยก็ยังไปแย่งจีบกัน
กับตันหนิงก็มาเป็นคู่แข่งกับเค้าด้วย
จีบกันอยู่นานมาก แม่สาวเธอก็ยังไม่ตกลงปลงใจกับใครซะที
จนได้ข่าวว่าตอนนี้เป็นคู่รักหวานแหววกับหนุ่มจีนไปแล้ว
เป็นไงล่ะ เจ๊กคาบไปเจี๊ยะเลย ชายไทยอกสามศอกก็เจี๊ยะแห้วไปตามๆกัน

มาถึงสาวเนื้อหอมแล้ว ก็มาดูสาวเนื้อเหม็นกันบ้าง
คนนี้ชื่อว่าโอ มีข่าวดังมากว่า เธอไม่อาบน้ำติดต่อกัน นานถึงสี่วันเป็นประจำ
อันนี้ผมไปได้ข่าวจากซ้อดดมา
พอดีสนิทกันกับเจ้าตัว(เหม็น) เลยไปถามเค้าตรงๆว่า
"แกอาบน้ำสี่วันครั้งจริงเหรอ"
เจ้าตัวก็ทำหน้าเขินๆ ปนงงๆ ปนโกรธๆ แล้วก็บอกว่า
"บ้าเหรอแก เว่อร์ ไปได้ข่าวมาจากไหน ใครว่าเราอาบน้ำสี่วันครั้ง... หกวันหรอก"
.... เอิ้ก

ได้ฟังเกี่ยวกับสาวๆแล้ว มาฟังเรื่องเกี่ยวกับหนุ่มๆบ้างนะครับ
รู้สึกว่าไม่มีหนุ่มเนื้อเหม็นครับ เพราะผู้ชายชอบเข้าห้องน้ำบ่อย (ไม่รู้ชอบไปทำไรแฮะ)
แต่ว่ามีคนห้องเหม็น (ไม่ใช่ผมนะครับ ถึงรกแต่ก็รกแบบมีคุณภาพ)
เรื่องก็มีอยู่ว่า คุณพี่แกไม่เคยเอาถุงขยะในถังขยะ ไปทิ้งเลย
แล้วพี่แกก็หมกขยะ อันประกอบด้วยขยะๆอย่าง เศษกล้วย แอปเปิ้ลครึ่งลูก
หมกโยเกิร์ต หมกน้ำลายไว้ในถังขยะ ยัดๆๆๆ ไว้อย่างนั้น
แล้ววันดีคืนดีก็มีคนมาซ้อมมวยไทยกัน อยู่ดีๆ รูมเมตเค้าเตะไปโดนถังขยะ
ของจากถังขยะก็ออกมา แมลงวันแมลงหวี่วู่วาม ก็บินออกมา ยังกะผึ้งแตกรัง
คนในนั้นนี่ปิดจมูกหายใจไม่ออก
เกือบสำลักแมลงหวี่ตายกันเป็นแถว
นึกแล้วยังไม่หายอี๋... เลย

อ้าว สุดท้ายนี้ก็หนีไม่พ้นหนุ่มเนื้อหอม
จริงๆไม่ค่อยมีนะครับ เพราะหนุ่มๆรุ่นนี้หน้าเยิน (ยกเว้นคนเขียน)
แต่ว่ามีชายหนุ่มหน่อนึงให้ชื่อว่า "อ๊อฟ" ละกัน
อ๊อฟเป็นขวัญใจสาวๆมาก (แต่ได้ข่าวว่าเค้าแอบมีเจ้าของอยู่ในตอนนั้น)
คือเค้าเป็นคน almost perfect
>>>บ้านรวย ฉลาดมาก ขยัน ภาษาอังกฤษเก่ง เล่นเปียนโนเพราะมากมาก กีตาร์ก็เคลิ้มไปเลย
ถ่ายรูปเก่ง เล่นกีฬาเก่ง ตลก คารมณ์ดี เทคแคร์เก่ง มีวุฒิภาวะ ผิวเหลือง ไม่ดำเกิน ไม่ขาวเกิน สูง หุ่นดี มีกล้าม
... เสียอย่างเดียว....
หน้าตาไม่ผ่าน!!!
ไม่งั้นโดนจับขึ้นเสลี่ยงแห่นางแมวแน่ นานๆทีจะมีเด็กเก่งแบบนี้

เคยไปสัมภาษณ์นารีนางนึง เธอให้ความว่า
" แก เราอยากโดนจับคลุมถุงชน แต่งงานกับอ๊อฟอะ"
"งง!!! ทำไมแกอยากโดนคลุมถุงชนอะ"
" ก็ถ้าคลุมหัวเค้า เค้าจะ perfect มากเลยแก ไร้ที่ติ หุ่นก็ดี sexy มีsix packs อีกต่างหาก"
... เอิ่มมม

ดอกไม้ - นภ พรชำนิอีกสักครั้ง - Bakery Love 1

เห็นมั้ยครับ เด็กทุนก็มีอะไรๆ ที่คนทั่วไปเค้ามีได้ (พวกเราก็คนนะ)
ยังมีอีกเพียบ อันนี้ยังถือว่าเริ่มต้น บางทียังถามตัวเองอยู่บ่อยๆว่า เกิดขึ้นได้กับคนเหรอ
เป็นไงล่ะวันนี้ ได้แค่กินข้าวแล้วก็หยุดอยู่ตรงนี้ ไม่รงไม่เรียนมันแล้ว เดี๋ยวเริ่มไปคลาสกันวันหลังแล้วกันนะครับ

ตอนที่ 3.1

ตอนที่ 3.1

เพราะมีเธอ(ในโลกใบนี้) - รักเดียวของเจนจิรา

สวัสดีครับ อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ไม่หนีหายไปไหนหรอก
แอบไปซุ่มเขียนตอนใหม่อยู่
แต่ข้อมูลหายากมากๆ กว่าจะไปหาแหล่งแล้วก็ความร่วมมือได้
ใครมีความทรงจำดีๆก็ช่วยกันหน่อยนะครับ คนแก่ขี้ลืม

แล้วต่อไปนี้จะมีการกล่าวถึงบุคคนที่สาม สี่ ห้า อย่างเป็นกราฟรูปตัวเอส
คือตอนนี้นี่คาดว่าเกือบสิบ
ไม่ต้องกลัวนะครับว่า น้องด้วง กับพี่มิกจะเกิดแค่สองคน

มีคนบอกให้ไปโพสต์ลงในเวบพันทิพย์ครับ
เพราะคนอื่นจะได้มาอ่านมาและรับรู้เรื่องราวด้วย

แต่กระทู้เวบในพันทิพย์ตกหายไปเร็วมากครับ เพราะมีกระทู้น้องใหม่โผล่ขึ้นมา
ยังก็ช่วยไปให้กำลังใจด้วยนะครับ
วางศิลาฤกษ์เมื่อไหร่จะบอกลิ้งค์อีกทีนะครับ

ส่วนบุคคลที่ถูกพาดพิงแล้วเกิดอาการไม่พอใจ ก็มาคุยดีๆกันได้นะครับ
จะได้ลบออก
ตกลงกันได้ก็รับรอยยิ้มกันไป
แต่ว่าขอบอกให้ รู้แจ้งกันก่อนว่า
ผมยกชื่อสมมติมา ไม่มีชื่อจริงเลย รูปถ่ายไม่ได้มาโพสต์ว่าเป็นใคร
ได้รับสิทธิ์คุ้มครองตามกฎหมายเต็มที่
ใครมาพูดไม่ดีด้วย ระวังชะตาจะขาด เหอๆ

เริ่มเลยดีกว่า (มีคนชอบมาแซวว่าเกริ่นเยอะกว่าตัวเรื่องซะอีก)

ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ตอนนี้เด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีห้ามชมนะครับ
เพราะแอบติดเรต
ยังงงง....อย่าเพิ่งตาวาว ยังไม่มีใครได้เสียกันที่นี่หรอกครับ (แต่ที่อื่นต่อไป ไม่แน่!)

ผ่านไปสองตอนแล้ว คราวนี้ก็ต้องบอกให้รู้ซักทีว่า ระบบนักเรียนทุนเป็นยังไง

คือแต่ละปีจะมีหลายๆทุนมากครับ แล้วก็หลายๆวัย
คราววนี้จะขออธิบายเอาเฉพาะเด็กนักเรียนเพิ่งจบ ม.หก แล้วกำลังจะศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาแล้วกันนะครับ
จะมีหลายๆทุนที่อัดฉีดพวกเราครับ ที่ดังแล้วก็มีเกียรติสุดคือ ทุนเล่าเรียนหลวง หรือภาษาปากเรียกว่าทุนคิงส์ (ที่มี ส์ส์ส์ มานี่ก็เพราะมาจากภาษาอังกฤษว่า King's scholarship)
มิกกี่เป็นเด็กทุนคิงส์คนนึง ทุนนี้ กพ. จะเป็นคนจ่ายตังส์ให้ครับ
ส่วนทุนอื่นที่ ก.พ.จ่ายตังส์ให้อีกก็มีทุน ไทยพัฒน์ ซึ่งคัดเลือกตัวแทนมาจากแต่ละภูมิภาค (เช่นน้องด้วงเป็นเด็กทุนไทยพัฒน์จากภาคอีสาน)
และอีกทุนนึงคือทุนกระทรวงวิทย์ จะมีต้นสังกัดที่เราจะไปทำงานอยู่แล้ว เช่น ศูนย์วิจัย หรือ มหาวิทยาลัยเป็นต้น (ผมจัดอยู่ในทุนนี้ครับ) แล้วก็มีทุน พสวท. ซึ่งจะให้ทุนสำหรับผู้แทนประเทศไทยที่ได้ไปแข่งโอลิมปิกวิชาการ(ที่เราได้ยินข่าวบ่อยๆกันในต่างประเทศ ) แล้วถ้าผู้แทนสละทุน เค้าก็จะเลื่อนลำดับมาให้คนต่อๆไปที่คิดว่ามีความเหมาะสมครับ
รายละเอียดอีกมากมาย ค่อยๆเล่าไปทีละนิดแล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะงงไปไก่ตาแตกซะก่อน
แล้วก็มีทุนโครงงานวิชาการ ที่จะให้ผู้ที่ประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ชนะเลิศระดับประเทศ
ทุนสำหรับคนพิการ และที่ลืมไปไม่ได้ก็คือทุนทหาร ซึ่งรวยมากกกก
ไม่รู้จะให้เงินทำไมกันนักหนา โรงเรียนทหารที่เรียนอยู่ก็กินฟรีอยู่ฟรีทุกอย่างแล้ว
วันก่อนไปถามเด็กทุนทหารคนนึงมา ตอนนั้นเพิ่งกลับบ้านปีแรก
"ขนเงินไปต่อร้านเสริมสวยให้แม่ สองแสน"....
"แล้วแม่ก็เรียกกลับทุกปี บอกว่าคิดถึง "
" ไม่ได้คิดถึงกรูหรอกนะ... คิดถึงเงิน"
.... แป่ว

ทีนี้ หลายๆทุนก็เลือกประเทศได้ ส่วนบางทุนที่เหลือก็กำหนดประเทศไว้แล้ว และพวกเราก็ได้เพื่อนๆที่มาอเมริการ่วมชะตากรรมปีละประมาณครึ่งร้อย
แล้วเราต้องสอบโทเฟลกันก่อน เพื่อจะเอาคะแนนไปยื่น prep school ต่างๆ
ซึ่งแต่ละโรงเรียนเค้าก็มีความเข้มข้นทางวิชาการไม่เท่ากัน ก็เปิดรับเด็กช่วงคะแนนแตกต่างกัน
แล้วก็ต้องเป็นหน้าที่ของ กพ. เค้าที่จะต้องพิจารณาความเหมาะสมจัดสรรให้ลงตัวเองครับ

แต่สมัยนี้ได้ข่าวว่าเด็กๆบอกความจำนงห้าอันดับแรกที่อยากเลือกได้ เหมือนยื่นคะแนนเอ็นท์อะไรมาณนั้นน่ะครับ
แล้ว กพ.ก็พิจารณาความเหมาะสมอีกที ส่วนใหญ่จะส่งนักเรียนไปคนนึง หรือสองคนครับ แต่ละโรงเรียน
เพราะเค้าไม่อยากให้พวกเรากระจุกๆกันพูดภาษาไทยกันอย่างเดียว ให้พูดกับฝรั่งเยอะๆ
แต่ส่วนใหญ่จะลงเอยโดยการไม่พูดกับใครเลย ....ซะงั้น

พวกเราก็มีเวลาอยู่โรงเรียนเตรียมความพร้อม Brewster Academy สองเดือนครับ
เค้าก็จะกวดจะขันเราอย่างดี ให้เราไปเอาตัวรอดที่โรงเรียนได้ (แต่ผมก็แทบเอาตัวไม่รอดมาแล้ว)
ซัมเมอร์โปรแกรมเค้าจะแบ่งเป็นสองช่วง ช่วงแรกก็จะเน้นเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษทั่วๆไป
ครึ่งหลังก็จะเน้นการเตรียมตัวสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ทีแรกกะจะเล่าแบบ lecture ว่าแต่ละวันเค้าให้ทำอะไรบ้าง แต่กลัวคุณๆจะหลับคาคอมไปซะก่อน เลยเปลี่ยนมาเล่าแบบ เม้าท์ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นวันหนึ่งๆก็แล้วกันนะครับ

ตอนแรกผมประหลาดใจกับซัมเมอร์ที่นี่มาก คือตีสี่ก็สว่างแล้ว แล้วเก้าโมงครึ่งนู่นแหนะ กว่าจะมืด
อันนี้มันเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์ที่เรียนมาตั้งแต่ ป.สามแล้วอะนะครับ แต่ไม่เคยจะใส่ใจมัน ( ผลเป็นไงล่ะ)
แต่กว่าจะตื่นก็เจ็ดโมงนู่น ปลุกมิก แล้วก็รีบวิ่งไปห้องน้ำ
ห้องน้ำที่นี่เค้ามักไม่เรียกว่า toilet นะครับ (อย่าไปปล่อยไก่เอาล่ะ ถ้ามาที่นี่)
พูดถึง toilet เค้าจะนึกถึงโถขี้ มากกว่า (เห็นมั๊ยล่ะความรู้สึกประมาณนี้เลย)
ถ้าเราพูดว่า I want to use a toilet ก็ประมาณว่า จะไปใช้โถขี้แล้วนะ
สื่อความหมายได้ครับ แต่มันน่าฟังมั๊ยล่ะ เอ้อ
ถ้าเป็นบ้านคน หรือห้องน้ำที่มีที่อาบน้ำอยู่ด้วย เค้าจะเรียกว่า Bathroom
แต่ถ้าเป็นห้องน้ำตามอาคารเรียน หรือร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า เค้าจะใช้ว่า Restroom ครับ


ชั้นที่ผมอยู่มีห้องอาบน้ำสี่ห้อง ห้องส้วมสี่ห้อง
ห้องน้ำสามห้องจะมีแค่ผนังทำจากพลาสติกหรือไม้อัดไม่รู้ครับกั้น
แล้วก็จะมีช่องข้างล่างซึ่งจะเห็นห้องข้างๆผ่านเงาน้ำ (ถ้าแอบมอง)
แล้วจะมีห้องในสุดซึ่งจะมีผนังปูนแยกจากห้องอื่นๆ
วันดีคืนดีหนุ่มคนไหนอยากทำงานอดิเรกหาความเพลิดเพลินยามว่าง ก็มักจะมาใช้บริการห้องลับนี้ครับ
จำได้ว่าวันนั้นไปเล่นน้ำกันมา กับสาวๆ (และหนุ่มๆ) แล้วไม่รู้ว่าของอะไรขึ้นกัน บรรดาชายชั้นสองก็มาเข้าคิวออจะเข้าห้องน้ำริมสุดนี่กันเต็มแบบแถวยาวมากวันนั้น
ไม่มีใครไปใช้ห้องน้ำสามห้องทะลุกันนั่นเลย โหรงงงง ...


ก็หน่า ตอนนั้นยังเป็นเด็กไทยใจงามกันทุกคน แต่มีฝรั่งทีเอนี่ เดินแก้ผ้าโทงๆ มาเลย
พวกเรานี่เอาผ้าเช็ดตัวห่อกายกันอย่างมิดชิด คงไม่อยากจะโดนเปรียบเทียบ ...ฮาๆ

แต่ฝรั่งเค้าเป็นแบบนี้ครับ เค้าจะเดินแก้ผ้า ในห้องน้ำในยิม หรือในโรงเรียนตามปกติ
บางโรงเรียนไม่มีผนังกั้นเลย มีแต่ฝักบัวเรียงรายกันให้ไปอาบ
อย่างโรงเรียนที่มิกไปมันก็บอกว่าเป็นแบบนี้ครับ
แล้วฝรั่งก็จะจับมันไปโกนขนผู้ใหญ่ออก
พวกฝรั่งบอกว่าไว้ทำไมให้เกะกะ ไม่มีใครเค้าไว้กัน อันนี้ก็ต้องถามพี่มิกเอาเองละกันนะครับว่าตอนนี้สรุปว่าได้ตกลงปลงใจบวชเณรไปรึยัง

ตอนต่อไปจะไปกินอาหารเช้าแล้ว แล้วก็มีนินทาเด็กทุนเพียบ จะมาพูดถึงสาวเนื้อหอม หนุ่มเนื้อหอมกัน
ติดตามกันละกันนะครับ ...

Monday, August 4, 2008

ตอนที่ 2.2

ใครยังไม่อ่านตอน 2.1 ขอนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายันให้ไปอ่านก่อน

ง่ายๆโดยการไปคลิ้กที่ ทางด้านขวาเลยครับ

หรือตรงนี้เลยก็ได้ >>> ตอนที่ 2.1

อ่านข้ามเลย ไม่รู้เรื่องแน่


ตอนนี้จะดูเหมือนยาว ไปหน่อยนะครับ
แต่จริงๆแล้ว แต่สี่หน้ากระดาษ ถ้าทำรูปแบบ เหมือนเรียงความทั่วไป
แต่เอามาซอยๆให้มันดูสบายตา
มีคนประเดิมอ่านไปแล้ว (ด้วง) เค้าบอกแค่ห้านาทีเองครับ


แล้วก็เตรียมหูฟังหรือลำโพงด้วยนะครับ

จะอินมากกว่าเดิมจริงๆ


แล้วใครที่กำลังติดตามบล็อกมารร้าย

มาแน่ครับ แต่ให้เดินเรื่องถึงเข้ามหาลัยก่อน แล้วดำเนินเรืองไปพร้อมๆกัน

เพราะมารร้ายหมายเลยหนึ่งอุบัติขึ้นที่นี่


ต่อ ต่อ ต่อ (จาก ตอนที่ 2.1)


ปรากฏว่า ไอ้มิกกำลังนั่งอยู่กลางแก๊งซ์ถึก แล้วหน้าตามันก็หน้าตาออกเถื่อนๆ (ในความคิดตอนนั้น)

ดำด้วย (คนเขียน ไม่ดูตัวเองเลย ว่าเป็นมากกว่าเค้าหลายเท่า)

แล้วก็พูดกันภาษาสมันพ่อขุนราม ไอ้เหี้- ไอ้สั- ไอ้ค-ย

คือตอนนั้นขอเซไปตั้งหลักก่อน

พอสติสตังส์กลับมาแล้วถึงไปทักมัน

แล้วมันเหมือนเป็นคนละคนกับในเอ็มเลย

ดูเถื่อนๆมาก ไม่ขำเลย ฝืดดดดดด น่ากลัวด้วย


น้ำตาตกใน คิดในใจว่า อย่าได้พบได้เจอกันอีกเลย

ข้าน้อยกลัวแล้ววว




ส่งตัวเข้าหอ

คิดแล้วยังอดขำไม่หายตอนหอบชะลอมเข้าบ้านทรายทอง

หอที่ได้ตอนนั้นชื่อว่า Sargent ถือว่าเป็นหอใหญ่สุดตอนนั้น

เดินเข้าประตูไป เห็นห้องนึง ชั้นหนึ่งตรงกับประตูเลย

มีป้ายชื่อว่า ...Mick & Jom

ก็เลยถามพี่เจน พี่เลี้ยงคนไทยที่นั่นว่า

“พี่เจนครับ มีคนชื่อมิกกี่คนเหรอครับ รุ่นนี้”

“เดี๋ยวนะคะ ขอดูรายก่อน... ก็คนเดียวนี่คะ ไม่เห็นจะมี MickL MickT อะไรทำนองนั้นเลยนี่ค่ะ”


(ที่นั่น ทีเอเค้าจะเรียกชื่อเล่นกัน ถ้ามี Top ซ้ำกัน เค้าก็จะมีอักษรแรกของชื่อจริงมาแยกแฝดออกจากฝา เช่น

TopK เพราะเจ้าตัวชื่อเล่นชื่อ Top ชื่อจริง Kornpong และ TopW มาจาก Top Wuttichai)


เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ชะตาชีวิตครับ เลยถามต่อ

“แล้วจอมอะครับ มีชื่อจอมกี่คน”

“ก็คนเดียวนั่นแหละค่ะ ก็ไม่เห็นมี JomK JomS อะไรนี่คะ”


ครานี้ก็ต้องยอมแพ้ชะตาชีวิตแล้วล่ะครับ

เข้าห้องก่อน ก็รีบจองที่ติดหน้าต่างเลย จะได้ไม่อึดอัด มีโต๊ะทำงานไกล้ๆ ตู้เสื้อผ้า

สร้างอาณาจักรได้เลย (จริงๆคือ รังหนูในปลายภาคหน้า)

พอมิกเข้ามา ก็พูดกันไม่กี่คำ ตามมารยาท

The word “perfunctory” applies.


จัดของเสร็จก็ออกไปทักทัน เพื่อนๆคนอื่นกัน

ผมกับมิก ไม่คุยกันเลยซักคำ

กลับมาในห้อง ก็ดูเหมือนเกร็งๆ กันทั้งสองคน ไม่มีใครพูดอะไรกันเลย

แค่ถามคำตอบคำ เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ



วันเรียนวันแรก

วันเรียนวันแรกก็มาถึง

เค้าจะจัดห้องให้ตามความสามารถทางภาษาอังกฤษ ชื่อห้องคล้ายๆกับบ้านในเรื่องแฮรรี่ยังไงยังงั้น

จาก Very , Good, Nice, ไปจนถึง Really จากน้อยไปมาก

ไอ้ที่มากนี่คือ ยังสมารถพัฒนาได้อีกมาก (คิดดูละกัน ว่าหัวกลวงขนาดไหน)

ไอ้เราก็ด้อยพัฒนา (ตอนนั้น...และอาจจะยังคง ตอนนี้) ก็เลยถูกจับส่งไป Really อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

มิกนี่ไม่ต้องพูดถึง สแตนฟอร์ดเอาเกวียนมารับแล้ว เลยไปอยู่ Very โดยปริยาย


อันนี้จากการสังเกตเอาเองนะครับ คือว่า เค้าจะจัดให้เพื่อนช่วยเพื่อน ครับ

คือพวก Very กับ Good เค้าจะให้เป็นรูมเมต กับ Nice หรือ Really

จริงแท้แน่นอนขนาดไหน ยังไม่เคยถามคนจัดเลยครับ


แต่มิกมันคงคิดว่า ถ้ามาจุ้นจ้านผมมากเกินเดี๋ยวจะไปหาว่าดูถูก เลยไม่เอ่ยปากถามซักคำ

defeat the purpose จริงๆ

เค้าจะมีเวลาให้เด็กๆทำการบ้าน ตั้งแต่สองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เรียกว่า Study Hall

หลังจากนั้นก็ไล่กลับหอ เช็คชื่อ แล้วห้าทุ่มก็ให้อยู่ในห้องห้ามออกไปไหน เรียกว่า in room

เที่ยงคืนจึงให้ปิดไฟ เค้าเรียกว่า light out ครับ

แต่ห้องผม light มักจะ out ไปประมาณตอนห้าทุ่มทุกทีเลยครับ

เกิดอะไรขึ้นมาดูกัน





คนกลางคืน

คือมิกจะทำการบ้านเร็วมาก แบบทุกทีจะเสร็จใน Study Hall

หรือไม่ก็มาทำต่อสิบนาทีในห้อง จากนั้นก็อ่านหนังสือปรัชญา การเมือง เป็นภาคภาษาอังกฤษหมด

แล้วพี่แกพิมพ์เร็วมาก แบบแก็กๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เร็วมากจริงๆครับพ่อแม่พี่น้อง

คือไอ้เราก็ล้าหลังมาก คือ ยังพิมพ์สัมผัสภาษาอังกฤษไม่เป็นเลย

แล้วก็ต้องเปิดดิกทีละตัวๆ รู้เรื่องแล้วพิมพ์ไป นอนๆคลานๆ อยู่หยั่งงี้

แล้วก็ยังแอบเล่นเอ็มไม่ขาดสาย


มิกเค้าก็ไม่น้อยหน้าครับ

เค้าก็นักเอ็มเหมือนกัน แต่คนนี้ไม่ได้เล่นเป็นงานหลักเหมือนผม

เค้าเล่นตอนพักสมอง อ่านหนังสือไปเหนื่อยๆ

แต่คนนี้เฉียบขาดมาก หยุดเป็นหยุด

พับปิดแล็บท็อปกลับมาอ่านหนังสือทีนี่ คิดว่าพายุเข้า ประตูพัง

เพราะพี่แกปิดแบบส่งสัญญาณให้โลกรู้เลยว่า หยุดเป็นหยุด

อย่าได้มีเสียง ตึ๊ง ตึ่ง ลอดออกมา

(เทคนิคนี้เคยแอบก็อปไปใช้ ได้ผลจริงๆด้วย.. ค่อยเล่าวันหลัง)



เกิดขึ้นได้กับคน

เป็นคนที่ปอบลงกลางคืนบ่อย

แบบยิ่งดึกยิ่งหิว

เลยต้มมาม่ากิน ชวนมันด้วย แล้วมันก็บอกว่าในชีวิตนี้ไม่เคยกินมาม่าเลย

(หา... เกิดขึ้นได้เหรอ)

แล้วก็นอนสี่ห้าทุ่มทุกคืน

ประมาณห้าทุ่มมันก็ออกไปแปรงฟัน

แล้วก็เปิดประตูเข้ามา ปิดไฟ ...ตึ้ง เลย

แล้วก็ไหลลงเตียงไป ไม่บอกไม่กล่าวกันซักคำ

เราก็ต้องเอามือ คลำๆงมๆ หาสวิตช์โคมไฟ เจอบ้างไม่เจอบ้าง

บางทีก็คลำเลยขอบโต๊ะ ตกลงไปนอนแอ้งแม้งในถังขยะเลยก็มี

(อันนี้จริง ไม่ได้เว่อร์)


แล้วนอนไปได้ซักพัก พี่แกก็จะส่งดนตรีมาให้กำลังใจ

กรนดังมากกกกก แบบเอาเป็นเอาตาย กรนทุกคืน






ซัมเมอร์ที่นั่นจะร้อนเอาเป็นเอาตายมาก

แต่เช้าๆจะเย็นๆสบาย

มิกก็เลยเปิดพัดลมทิ้งไว้

ส่วนใหญ่พัดลมจะติดไว้ที่หน้าต่าง คือจะเป็นพัดลมบานใหญ่ๆระบายอากาศ

ไอ้เราก็ได้เตียงใกล้หน้าต่างตามที่บอก

พอเราจะนอนก็เลยแอบปิดพัดลม เพราะเป็นคนไม่ชอบเปิดพัดลม

เพราะมันจะพัดมาแล้วทำให้ไม่สบายทุกที แล้วก็ทำให้หน้าเหี่ยวด้วยเรื่องของเรื่อง


พอมันตื่นมาตอนเช้า โดนต่อว่าใหญ่ว่า ปิดทำไม

ผมก็อ้างไปว่า เปิดพัดลมไม่ดีต่อสุขภาพ

ตื่นมาคอแห้ง ฉี่เหลือง ต้องขับถ่ายของเสีย เพื่อปรับสมดุลเยอะ...เห็นมั้ย

มันบอก...เว่อร์ มันก็เป็นแบบนี้กันทั้งนั้น ถึงไม่เปิดพัดลม

(แต่ก็ยอมรับนะ ว่าเวอร์จริงๆนั่นแหละ)


ตอนนั้นนี่แบบอยู่กันทรมานมาก

คือตีกันทั้งวัน แค่นั้นแหละที่ได้พูดกัน

เลยไม่สบอารมณ์ พาลไม่พูดกันทั้งสองคน


แล้วต้องขอยอมรับเลยว่า เป็นคนรกมาก

มาลองคิดๆดูว่า ทำไมคนอื่นเค้าไม่รกกันนะ

ก็คิดว่า อาจจะเป็นว่าตอนเด็กๆ เรามีพี่เลี้ยง

เล่นของเล่น หรือทำการบ้านเสร็จ แล้วไม่เคยเก็บเองเลย

เค้าเก็บให้ตลอด เลยติดนิสัย รื้อออกมาแล้วก็ไม่เก็บเข้าที่ทันที

กองมากมาย เลยกลายเป็นรังหนู

แต่ก็รักความสวยงามนะครับ

ลงทุนสองวันมาจัดครั้งใหญ่อยู่บ่อยๆ

แล้วอีกสองวันต่อมาก็กลับมารกอีกตามเคย

(ใครกำลังจะมีลูก ก็สอนให้เค้าเก็บเป็นตั้งแต่เด็กๆนะครับ)


ทีนี้กลับกลายว่าความตึงเครียดไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องแล้ว

เพราะว่าคู่ของเราไม่เหมือนชาวบ้านเค้า

แล้วจะมีวงซุบซิบกันว่า แต่ละคู่รูมเมตที่ไม่กินเส้นกัน มีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไร


มิกก็ใช่ย่อย ปากเป็นเอกเลขเป็นโทคนนี้

เอาไปซุบซิบ สารพัด ตั้งแต่เรื่องรก อะไรต่างๆ

แล้วคำฮิตติดปากมิกก็คือ “สถุน”

แบบคำก็สถุน สองคำก็สถุน

บางเรื่องอาจจะมีมูลอยู่บ้าง แต่ตอกไข่ระบายสีซะจนจำโครงจริงไม่ได้ เช่นเรื่องรก

แต่มีเรื่องนึงรับไม่ได้อย่างแรง

It’s not what I could bear.


มีสายมาแอบรายงานว่า

พอมีคนถามมันว่า ทำไมผมไม่คุณกับมัน

มันบอกว่า ...ผมคงแอบชอบมันอยู่ เลยเขิน ไม่กล้าพูด

กรรม -*- คิดด้าาาย คนเรา

และ กล้าพูดดดดดดดด


ตอนนั้นแบบไม่ไหวจริงๆ

อึดอัดมาก ไม่อยากพูดด้วยอะไรด้วยทั้งนั้น ถามคำตอบคำอยู่อย่างนี้

หนึ่งเดือนผ่านไป


หนึ่งเดือนผ่านไป

ในระหว่างนั้น ก็แอบได้ยินที่เค้าคุยโทรศัพท์กับทางบ้าน

แล้วเม้าท์กับเพื่อนๆ สั่งสายตรงไปที่หออื่น

แล้วก็ได้ยินข่าวซุบซิบเกี่ยวกับมิก ที่คนอื่นเข้าแซดกัน


ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เกิดมาเป็นคนเก็บข้อมูลเก่งครับ

แล้วก็เรียนรู้เร็วว่าใครเป็นยังไง

และก็เรียนรู้ว่า ตัวตนที่แท้จริงของมิกเป็นคนดี

แต่ก็มีอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้เค้าปรากฏตัวออกมาเป็นแบบนี้

ก็เลยฉุกคิดขึ้นมา


To have a friend, be a friend.

ความดีเท่านั้นครับที่จะช่วยได้

ไม่ได้คิดจะฉกฉวยผลประโยชน์จากการจุดอ่อนเค้านะครับ

แต่พอรู้ว่าจริงๆเค้าก็มีจิตใจอ่อนโยน ก็ไม่ยากหรอกครับที่จะคบค้าด้วย


ก็เลยเริ่มคุยกับเค้ามากขึ้นครับ เพราะเรารู้ว่าเค้าสนใจเรื่องไร

แล้วก็ให้เค้าสอนภาษาอังกฤษให้ ขอเค้าอ่านงานเขียนที่เค้าเคยเขียนเก็บไว้ทุกอย่าง

ทำให้รู้ว่ามีความคิดยังไง เป็นคนถ่ายทอดความคิดมาแบบไหน

บอกเค้าตรงๆด้วยว่า เค้าโดนนินทาอะไรบ้าง

แล้วก็คุยกันเป็นน้ำไหลไฟดับเลยครับทีนี้

ทั้งเรื่องวิชาการ และก็เรื่องไร้สาระ

บางทีก็แอบแชร์ความสนใจเดียวกัน

คือนินทาชาวบ้าน ไอ้เราก็เป็นคนถักทอข้อมูลเก่ง อ่านน้ำเสียงคน แววตาคนได้ดี

แล้วมิกก็ข้อมูลแน่นมาก เลยช่วยๆกันเดาว่าใครชอบใคร เกลียดใครอะไรยังไง

หนุกไปอีกแบบ (แต่บาป เหลือหลาย...เจ้ากรรมนายเวร อโหสิให้ด้วยนะ)



ช่วยๆกันทำการบ้านเสร็จ ก็เม้าท์กันถึงเที่ยงคืนบ้าง ตีสองบ้าง ตีสามบ้าง

จนหิวขึ้นมา ก็มาต้มมาม่าแย่งกัน

กลายเป็นว่ามันติดใจมาม่าขึ้นมา

จนหลังๆ ชาวบ้านเค้าเอือมระอากัน เพราะได้ฉายาว่าเป็น นักแย่งมาม่าเหรียญทอง

(ถาม Andy ได้)


ปาฏิหารย์มีจริง

มีอยู่วันนึงเดินมาบอกว่า ง่วงแล้วจะนอนแล้วนะ ขอปิดไฟนะ

หู.... ตอนนั้นนี่ แทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ตบบ้องหูไปสองครั้ง ปาฏิหาริย์มีจริง

แล้วมีการบอกด้วยว่า เปลี่ยนเตียงกันมั๊ย ถ้ามึงหนาวมาก จะได้นอนไกลๆลม

ตอนเช้าก็ช่วยๆกันปลุก


หลังๆนี่ตัวเกือบติดกันเลยครับ

เพราะบางทีคุยค้างจากเมื่อคืนแล้วก็วิ่งกันไปคุยต่อที่โรงอาหารตอนเช้า

มีอยู่คืนนึง ถูกกิเลสครอบงำ เม้าท์กันนานมาก

เลยตื่นสายไม่ทันคลาสกันทั้งสองคน แบบมันตื่นมาปลุกผมแล้วก็วิ่งกันตาตั้งไปเลย


จนวันสุดท้ายของโปรแกรม

ตอนนั้นก็แอบเศร้าอยู่เหมือนกัน ที่เวลาที่มีความสุข ผ่านไปเร็วเหลือเกิน

แอบเสียดายที่ทำตัวงี่เง่า เสียเวลาไปหนึ่งเดือนเต็ม


อาจเป็นเพราะว่าเราทั้งสองมาเรียนรู้กันอีกที แล้วปรากฏว่าจริงๆแล้วเราก็เข้ากันได้ เหมือนตอนคุยกันในเอ็ม

เพียงแต่เรามาตั้งกำแพงกัน เมื่อเราได้เห็นด้านแย่ๆของอีกฝ่าย โดนลืมนึกไปเลยว่าด้านดีๆ เค้าก็มีอีกมากมาย


จริงๆมิกเป็นคนมีน้ำใจครับ (อย่างน้อยก็กับผม)

ปลายๆโปรแกรม มิกจะถามบ่อยๆว่าให้ช่วยอะไรบ้าง กินโน่นกินนี่มั๊ย ไปโน่นไปนี่ด้วยกันมั๊ย

พอแยกย้ายไปต่างโรงเรียนกัน มีเปเปอร์ด่วน อยากให้มิกตรวจ เค้าก็ตรวจให้

แม้จะรู้ว่าเขาก็ยุ่ง แต่มันจำเป็นอ้า.... ชั่วจริงๆเรา

แต่เค้าก็ยังทำให้ ... หลังๆนี่ซึ้งมาก เพราะนอกจากเรื่อง มาม่าแล้ว ไม่มีอะไรที่เราเคยช่วยเค้าเลย




เคยไปเที่ยวด้วยกันครั้งนึง

มีคนแอบอิจฉาว่ารักกันดี

เพราะว่าที่มันจำกัด เลยจำเป็นต้องไปนอนด้วยกันในหลืบแคบๆ

แต่หารู้เบื้องหลังไม่ ว่าจริงๆแล้วเป็นไง

คือมิกเป็นคนที่ผมตบหน้ามากที่สุดในชีวิต

มันกรนมาทีไรก็ตบไปทุกที

แล้วก็ได้ผลครับ

เงียบจริงๆ แต่มันโหดมากครับ ให้เวลาน้อยมาก

อีกสองนาทีถ้าไม่หลับ มันจะดังขึ้นมาใหม่

รวมแล้วตบไปกว่าร้อยครั้งได้ทริปนั้น




ตอนนี้ไม่ค่อยมีอะไรให้เกี่ยวดองกันแล้ว แต่ก็ยังแอบห่วงถามไถ่ทุกข์สุขอยู่บ่อยๆ

วันก่อนก็ยังถามกันอยู่เลย หลังจากไม่ได้คุยกันนานนม

ปรากฏว่ายังสบายดีครับ แฟนคลับ พี่มิกไม่ต้องห่วงนะ


ดูหน้าไม่รุ้ใจ

คนเราทุกคน แท้จริงแล้วมีความเป็นมนุษย์อยู่ในตัว

จะแสดงออกมาให้เห็นมากน้อยต่างกัน

ถ้าวันนั้นถือคติ ร้ายมาร้ายไป ป่านนี้ก็คงไม่ได้เป็นเพื่อนที่ดีกันจนถึงทุกวันนี้

อดรู้เลยว่าลึกๆแล้วเค้าก็เป็นคนอ่อนโยน จิตใจดี ชอบช่วยเหลือคน


(ถ้าเกิดใครแอบหัวเราะสมน้ำหน้าว่า จริงๆมันก็ยังแอบนินทาอยู่ตอนนี้

ก็ไม่ว่าครับ ...อย่างน้อยภาพดีๆก็ยังตรึงตา เรื่องนินทากาเล ขำๆครับ)




บทเรียนที่ได้รับ

ได้รับบทเรียนว่า ดีด้วยเข้าไว้ ยังไงก็ต้องถึงใจเค้าซักวันครับ

ทำดี คิดดี พูดดีกับคนอื่น จริงๆเป็นเรื่องง่ายจะตาย แต่คนเราก็ไม่ชอบที่จะทำกัน

คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก บางคนไม่เคยพูดกันซักคำ ถึงกับเกลียดขี้หน้ากันได้เลยก็มี

ห้ำหั่นกัน นินทาว่าร้าย กลั่นแกล้ง ชิงดีชิงเด่น เอาเปรียบกันสารพัด

จริงๆแล้วไม่น่าจะทำให้ยุ่งยากขนาดนั้นเลย


นินทาบุพการี

ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว

ขอนินทาแม่ตัวเองหน่อยเหอะ

แม่จะเป็นคนพิมพ์ช้ามาก แล้วจะหลับหน้าคอมพิวเตอร์เก่งมาก แบบยืนหลับก็มี

กว่าจะได้งานจะเสร็จกะเค้าซักชิ้น คงต้องพยายามเป็นอย่างมาก

พอเสร็จปุ๊บ แม่ก็จะเอาไปถามเพื่อนร่วม ฃงานว่า ใครอยากได้บ้าง

เพราะว่าแผนการสอน จะมีโครงคล้ายๆกัน แค่เปลี่ยนชื่อวิชา ชื่อคนสอนให้มันต่อเนื่องก็เสร็จแล้ว

แล้วให้ฟรีด้วยนะ ไม่มีการต่อรองแลกเปลี่ยนอะไรด้วย

ตอนนั้นแอบคิดในใจ เพี้ยนรึปล่าว ทำเกือบตาย ให้เพื่อนชุบมือเปิบไปเลย


ตอนนี้ถึงบางอ้อแล้วครับ

แม่ไม่ได้เพี้ยนครับ แต่เค้ามองโลกเป็น

ว่าเมื่อเราทำเสร็จแล้ว แบ่งปันคนอื่น สอนคนอื่น ไม่ทำให้เราเสียอะไรขึ้นมาเลย

บางทีอาจได้อะไรที่เราคาดไม่ถึงกลับมาก็ได้

แม่ก็ยังพูดดีด้วย ช่วยเหลือตลอดแม้กับคนที่เคยทำแย่ กลั่นแกล้ง นินทาว่าร้ายเค้า

ก็เลยไม่สงสัยเลยว่า ทำไมแม่ย้ายมาจากโรงเรียนบ้านนอกมาแค่สองปี ก็ได้ครองใจเพื่อนร่วมงานและเด็กๆ ในโรงเรียนประจำจังหวัดได้


ตอนแม่ย้ายเข้ามาใหม่ๆ จำได้ว่าเป็นที่โจทก์จันมาก ว่าแม่เส้นใหญ่ เพราะพ่อแอบเป็นคนใหญ่คนโตทางการศึกษาของจังหวัด

แต่ตอนนี้ทุกคนเค้ารู้แล้วว่าแม่มีความสามารถจริงๆ ทั้งเรื่องงานและการอยู่ในสังคม

(โอ๊ย แอบยอแม่ตัวเอง เขินกว่ายอตัวเองอีก)



ช่วยได้ช่วยไปนะ

เป็นคนชอบช่วยเหลือคนมากครับ

บางทีก็ไม่รู้ทำไปทำไม เหมือนกับทำแล้วมันมีความสุข เลยทำต่อ

ตอนปิดเทอมที่ไทย จะชอบสอนเด็กประถม ม.ต้น เป็นประจำ

สอนเลขบ้าง วิทย์บ้าง

ยิ่งสอนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเรียนรู้มากเท่านั้น

ใครให้เงินมาก็ไม่เอา อิ่มบุญเป็นพอ

มันอิ่มอกอิ่มใจจริงๆนะครับ ไม่ได้พูดเพื่อไปประกวดนางสาวไทย

อาจเป็นเพราะว่า เราเคยเป็นเด็กบ้านนอกมาก่อนมั้ง

ตอนเด็กๆจำได้ว่าชอบเลขแบบแนว pure math มาก

แต่ก็ไม่มีใครสอนให้ได้ และหาหนังสืออ่านไม่ได้ด้วย

พอได้สอนเด็กๆ ก็เหมือนกับว่ามันเต็มเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในอดีต

ทำไปยิ้มไป บรรยายไม่ถูกครับ (ค่อยมาเล่าต่อวันหลังแล้วกัน เนอะ)




คนส่วนใหญ่ เวลาคิดจะช่วยใครก็คิดแล้วคิดอีก

คิดว่าจะคุ้มรึปล่าว จะเหมาะรึปล่าว

ร้ายมาก็ร้ายไปสิ แช่งให้ตายวันตายคืนไปเลย

นี่ไม่ได้กำลังบอกให้มองโลกเป็นสีชมพูนะครับ

เพราะมีบางคนจริงๆ ที่กำแพงเค้าหนามาก

ทำดีแค่ไหนเค้าก็แปลเป็นเจตนาร้ายหมด

มองแต่ด้านแย่ๆของเรา

คนใจร้าย ปากร้าย คิดร้าย เห็นแก่ตัว ไม่มีจิตใจ รักใครไม่เป็น มีอยู่จริงครับ เจอกับตัวเองมาแล้ว

(ชุดคำนี้ไปก็ก็อปมาจาก สวรรค์เบี่ยงนะครับ ไม่ได้คิดเอง)


แต่คนดีๆก็มีอีกเยอะครับ บางคนก็ไปหลบอยู่ในคราบคนปากร้าย แต่แอบใจดี

แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย เราคิดยังไงก็ได้อย่างนั้นกับตัวเราเองครับ

อันนี้ไม่ได้งมงาย เพ้อเจ้อนะ เพราะส่วนตัวผมเป็นคนวิทยาศาสตร์จ๋ามาก

เวลาเรียนเลข ทฤษฎีไหนที่มีการพิสูจน์ให้เห็นกับตา จะไม่เชื่อเด็ดขาด


ต่อไปนี้ทำใจดีๆนะครับ เพราะว่ามันอาจจะฟังดูยากซักนิด

แต่ลองๆอ่านไป เก็บไปคิด สังเกตดูไปเรื่อยๆ ก็จะ gain insight เองนะครับ












Creative Visualization

เคยอ่านหนังสือเรื่อง Creative Visualization มา

เป็นวิธีการที่เราใช้จิตนึกถึงสิ่งที่เราต้องการ อยากให้มันเกิด อย่างสร้างสรรค์ แล้วมันก็จะเกิดกับตัวเราจริงๆครับ

คนที่หัววิทย์จ๋าอย่าเพิ่งเมินหน้าหนีนะครับ

ใครสนใจเวอร์ชั่นเต็มไปยืมอ่านได้นะครับ

เอาย่อๆ ก็คือ



จริงๆแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนแต่เป็นรูปแบบของพลังงาน

ของทุกอย่าง จริงๆแล้วองค์ประกอบเล็กๆของมันก็คือพลังงาน

เคยได้ยิน E= mc^2 มั้ยครับ อะไรประมาณนั้น กลับไปกลับมากันได้


แต่ละสิ่ง มีลักษณะความเร็วการสั่นต่างกัน ความหนักความหนาขององค์ประกอบต่างกัน

เช่นวัตถุจะมีความสั่นต่ำมาก องค์ประกอบเรียงตัวหนา เลยทำให้หนัก เปลี่ยนแปลงยาก เคลื่อนย้าย เช่นก้อนหินใหญ่

พลังงานจะมีความสั่นมาก เรียงตัวกันบางเบา เพราะงั้นจะเคลื่อนไหวง่าย เปลี่ยนแปลงง่าย

จิตใจคนเราก็จัดอยู่ในพวกนี้

(ถึงว่าวอกแวกง่าย แล้วก็เปลี่ยนใจง่าย หลายใจด้วย )


แต่ทุกอย่างก็เกี่ยวดองกัน ก้อนหินใหญ่มีอนุภาคที่รวมตัวกันหนา ทำให้เคลื่อนไหวยาก เปลี่ยนแปลงยาก

แต่ก็ยังโดนพลังงานที่บางและเบาจากน้ำเซาะ ทำให้เปลี่ยนสภาพได้









Law Of Energy

กฎอีกข้อของพลังงาน เรียกว่า Energy is Magnetic

มันจะสามารถดึงดูดพลังงานที่มีการสั่นแบบเดียวกัน ลักษณะเดียวกันได้ดี

ความคิดและความรู้สึกก็เป็นไปตามกฎแบบนี้เหมือนกัน

ที่จะ ดึงดูดพลังงานที่มีลักษณะเหมือนกัน

เคยเจอมั้ยครับ ที่พอคิดจะโทรหาใครแล้วเค้าโทรมาพอดี หรือพอนึกถึงใครก็บังเอิญเจอเค้าพอดี

(มีคนแย้งว่า...มีแต่อยากเจอ อยากให้โทรมา แต่ไม่มาซักที อันนี้ก็อีกเรื่องนึงนะจ้ะ สายบัวรอเก้อ)


ฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะสอนการผ่อนคลาย ทำให้ใจนึ่ง

และนึกถึงเรื่องดีๆ ให้ละเอียด ชัดเจนที่สุด

แล้วสิ่งนั้นก็จะไหลมาสู้ตัวเราเอง


แต่กลับกันถ้าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ กลัวไปทุกอย่าง สิ่งเหล่านั้นก็จะมาจริงๆ

เช่นคนที่ป่วย แล้วคิดว่าตัวเองตายแน่

ระบบต่างๆในร่างกายที่อยู่นอกเหนือจิตสำนึกของเรา (ง่ายๆคือ การเต้นของหัวใจ)

มันจะแอบทำตามจิตใต้สำนึก ที่เราหวาดระแวง

เพราะมันอยู่นอกเหนือจิตสำนึก และก็ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เรากลัว มันก็จะค่อยๆทำให้เราเป็นไปตามนั้น มันคงคิดว่าเราต้องการ

อย่างที่เค้าเรียกว่าใจเป็นนายกายเป็นบ่าว








เกือบไปแล้ว

ยังเคยมีหลายคนหายจากการเป็นมะเร็งจากการคิดแต่ในสิ่งดีๆ คิดว่าหาย สำเร็จมาแล้วนักต่อนักเลย

ผมก็คนนึงครับ

ไม่ได้เคยเป็นมะเร็งนะ

แต่ตอนปีหนึ่งเคยเป็นเนื้องอกที่หน้าอกด้านซ้าย (จะมะเร็งเต้านมก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีเต้านม)

ตอนนั้นตกใจมาก เพราะต่างบ้านต่างเมือง เป็นอะไรไปใครจะมาดูแล

ก็เลยเสิร์ชหาข้อมุลใหญ่ คลำเช้าคลำเย็น ร้องไห้ทุกวัน จนมันปูดขึ้นมาตามใจสั่ง

จนถึงขั้นหน้าเป็นห่วง ไปให้หมอตรวจให้ดู แล้วก็นัดเจอกันอีก

ในระหว่างนั้นก็เจอหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ฝึกแต่การคิดในทางบวกทางสร้างสรรค์

ไม่นานมันก็หายไป โดนไม่ต้องทำอะไรเลย

เอาใบบันทึกการตรวจจากหมอเมกา ไปให้มอที่ไทยดู

เค้าบอกว่าถ้าเป็นเค้า เค้าคงตัด ควักออกไปแล้ว เพราะมันอาจอันตรายมาก ถึงชีวิต

แต่นี่อยู่ดีๆ ก็หาย งง เหมือนกัน แต่ก็ดีที่หายแล้ว ไม่ต้องตัดออกด้วย

(มีรายละเอียด ดราม่าระหว่างทางเยอะมาก ค่อยเล่าให้ถึงเวลาละกันนะครับ)


หนังสือเล่มนี้ยังบอกด้วยว่า เวลาเรานึกอะไรให้นึกถึงแต่ภาพดีๆไว้ และไม่ทำให้ใครเดือดร้อน

เช่นอยากได้ตำแหน่งที่ดีกว่ารายได้ดีกว่า ก็ให้นึกว่าเราได้ตำแหน่งนั้นจริงๆกับภาพที่ชัดเจน

แล้วก็ให้นึกไปว่า รอบๆคือ คนที่เคยมีตำแหน่งนั้นมาก่อน แต่เค้าได้ตำแหน่งที่ดีขึ้น ไม่ใช่ว่านึกว่าเค้าโดนไล่ออก

เพราะว่าธรรมชาติจะเคลื่อนที่ไปยังด้านที่เสถียรที่สุด

(คนอื่นเค้าก็อยากได้อะไรดีๆ เหมือนกันนะ)

มันจะเป็นไปตามกลไกไหน ปล่อยให้ธรรมชาติเป็นฝ่ายจัดการเองครับ ธรรมชาติเค้าเก่งอยู่แล้ว

อันนี้ไม่ได้เป็นความเชื่ออะไรใดๆนะครับ

เค้าเรียกว่า Second Law of Thermodynamics

พูดภาษาชาวบ้านๆคือ ทุกสิ่งจะเคลื่อนไปยังสภาพที่เสถียรที่สุด

อันนี้ง่ายๆครับ เช่นว่าเราลองทำอะไร หรือคุยกับใคร เราไม่ชอบ รู้สึกฝืน อึดอัด รู้สึกต้องใช้พลังงานให้การประคับประคอง ซักวันเราก็เหนื่อย หน่ายและก็เดินจากมันไปเอง










The universe is endlessly bountiful.

หลายๆคนไม่ชอบหยิบยื่นสิ่งดีๆให้ใครเลย กลัวคนอื่นแย่งของหมด

เค้าบอกไม่ต้องกลัวหรอกครับ

สิ่งดีๆในโลกนี้มีเยอะแยะ ที่มนุษย์ยังไม่พบ

เพราะมัวแต่แย่งสิ่งที่หาได้มาน้อยนิดกันอยู่แบบนี้


เคยเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก่อนครับ ไม่ใช่ไม่เคย

แต่ก็เรียนรู้แล้วว่าไม่มีอะไรดีกับใครเลย

ทำให้ใจเป็นทุกข์ปล่าวๆ สร้างบาปติดตัวด้วย

(ถึงได้เจอมารมาผจญอยู่บ่อยๆ)

มีอะไรหยิบยื่นให้คนอื่นได้ ไม่เสียหายก็ช่วยๆละกันครับ

โลกนี้จะได้มีอะไรร้ายๆน้อยลง



เพลงนี้เหมาะกับเนื้อหาช่วงนี้มาก ฟังทีไรหัวใจพองโตทุกที ลงกดดูเพื่อคลอไปนะครับ

Get this widget | Track details | eSnips Social DNA

เรื่องจริงผ่านคอม

ตั้งแต่ยึดคตินี้มา รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีเรื่องเพื่อนมากครับ

ตอนไปอยู่ไหนก็มีคนจริงใจ ที่อยู่ดีๆยื่นมือมาช่วยเหลือเรา จนได้เป็นเพื่อนแท้กัน

ตัวอย่างนึงก็คือ ตอนเรียน Writing ตอน Freshman ตอนนั้นวิบากกรรมมาก

คือเค้าจะยกเรื่องทุกเรื่องที่เป็นอเมริกันจ๋า มาให้อ่าน ให้พูด ให้เขียน

เช่นเรื่องระบบการศึกษา รายการทีวี อาหาร คอลัมน์ดัง ตัวยาที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่

นอกเหนือไปจากศัพท์ยากๆที่เป็นของตายสำหรับ คลาส Writing

(ที่ทำให้ผม เกือบตายมาแล้ว)


เกือบตายจริงๆครับ เพราะว่าต้องอ่านก่อนคลาสทุกวัน วันละเรื่อง เรื่องละประมาณยี่สิบหน้า ซึ่งงงมาก

แล้วก็เขียน essay สี่ห้าหน้า วันละเรื่อง จันทร์ พุธ ศุกร์อยู่อย่างนี้ตลอดเทอม

จุกเลยครับ บางทีก็อ่านไม่ทัน เข้าคลาสเบลอๆไป

แล้วเค้าจะมีการจับกลุ่มกัน ให้เพื่อนๆช่วยกันแก้


ไอ้ที่พอเตรียมตัวล่วงหน้าได้ก็ทำไป

แต่เวลาเค้ายื่นเปเปอร์มาให้อ่านต่อหน้าเลยเนี่ยเดะ เกือบอ่วม

เลยถามเพื่อนในกลุ่มอยู่บ่อยๆ


จนเพื่อนคนนึงชื่อ Hannah

สววววววยมากกกก เป็นนางแบบ นางเอกได้เลย อันนี้ไม่ได้เว่อร์ ว่างๆจะเอารูปมาให้ดู

เค้าบอกว่า มีอะไรให้เค้าช่วย บอกได้เลยนะไม่ต้องเกรงใจ

เค้าเคยไปอยู่เยอรมันมาตอนเด็กๆ เค้าเข้าใจดีว่าเรารู้สึกยังไง

มีเปเปอร์อะไร ให้เค้าตรวจก็ได้เลยนะ


ตอนแรกคิดว่าเค้าพูดไปตามประสาฝรั่ง คือพูดไปงั้นแหละ

แต่ปรากฏว่าเค้าพูดจริงๆ และก็นัดเจอกัน ให้เค้าตรวจให้อยู่เป็นประจำ

และก็เขียนไดอารี่แต่ละวันส่งให้เค้าแก้ เค้าสอนภาษาอังกฤษให้ด้วย

เค้าก็ไม่เคยหวังอะไรตอบแทนเลย

และเค้าก็คงไม่เคยคิดด้วย ( กะเหรี่ยงๆอย่างเราไปช่วยอะไรเค้าได้)

(เค้าเรียน History ครับ ไม่ต้องแอบหวังว่าจะได้สอนเลขเค้า)




ตอนแรกคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจอ รอหัน การัน ยอ

แต่ว่าคิดๆดู ถ้าเกิดเป็นเรา เราก็อยากจะช่วยคนอื่นแบบนี้



แล้วหลังๆนี่ก็มีเพื่อนดีๆ คอยหยิบยื่นสิ่งดีๆมาให้โดยไม่รู้ตัวมากมาย

ชวนไปโน่นไปนี่ เราก็ดีด้วย มีอะไรก็ช่วยๆกัน


เคยมีอยู่วันนึงจำได้ไม่รู้เลือน

คือมีคนบอกว่า เราเป็นคนที่ดูแล้วน่าคบหา ดูออกว่าจริงใจ, pure, sincere

เหมือนกับพระ (ช่างเปรียบเนอะฝรั่ง) แล้วเค้ายังบอกอีกว่า เวลาเห็นเราแล้วเหมือนมีรัศมีเปล่งออกมา

ว่าเราเป็นคนดี ไม่มีพิษมีภัยอะไร คุยแล้วอบอุ่นดี

ตอนแรกก็ไม่เชื่อ เว่อร์ไป

แต่ก็มีคนพูดทำนองนี้อีกสองคนในวันเดียวกัน

เลยยิ้มไม่หุบทั้งวันเลยวันนั้น

(นี่เขียนไป เขินไปนะเนี่ย ที่ยอตัวเอง ซะขนาดนี้ .... หนูปล่าวน้า เค้ามาเอง)


เดี๋ยวนี้คิดดี พูดดี ทำดีกับคนรอบข้างๆจริงๆครับ

ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ทุกทีที่ทำก็รู้ว่าตัวเองมีความสุข รู้สึกได้

บางทีก็มีหลงทางไปบ้าง แอบคิดร้ายบ้าง แต่ก็ดึงตัวเองกลับมาได้ทุกครั้ง

แล้วก็อย่าลืมยิ้มนะครับ มันเป็นประตูที่ทำให้คนอื่นรู้ว่าเรารู้สึกยังไง

ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะหาว่าบ้า ไม่ต้องกลัวว่าฝรั่งจะหาว่าไทยจ๋า

เคยถามฝรั่งแล้วครับ เค้าบอกว่า รู้สึกดีที่เรายิ้ม ไม่ได้คิดว่าบ้า แต่คิดว่าเป็นเอกลักษณ์เรา

คือเค้าบอกว่า เหมือนเรายิ้มแทนเค้า เพราะพวกเค้ายิ้มยาก เห็นเรายิ้มก็สดใสขึ้นมา



นึกไปนึกมา ตอนนั้นยังเด็กมากจริงๆนะครับ

ไม่ประสีประสาเรื่องการเข้าสังคม การเจอเพื่อนใหม่ๆเลย

เลยทำตัวไม่ถูกอยุ่หนึ่งเดือนเต็มๆที่ Brewster

แต่เดี๋ยวนี้ต้องฝึกกันจนเชี่ยวแล้วครับ เพราะฝรั่งจะมีงาน มีปาร์ตี้บ่อยที่ไม่ต้องรู้จักกันมาก่อน

แต่อยู่ดีๆก็เบลอไปคุยกัน

เมื่อก่อนกลัวมาก แต่เดี๋ยวนี้สนุกละ มีเทคนิคมากมายเลยครับ

คุณกันห้าวันบางคนก็รู้สึกเหมือนกับคุยกันมาห้าปีเลย

วันนี้ยาวแล้ว มาคุยต่อวันหลังละกัน

หนึ่งในนั้นก็หนีไม่พ้นการแอบส่งยิ้มที่จริงใจ


ถ้าสนใจก็ลองๆเอาไปทำดูบ้างนะครับ

แล้วอย่าลืมยิ้มให้คนรอบข้าง คิดดีๆกับเค้า แล้วส่งต่อความรักให้เค้าด้วยนะครับ