กลับมาแล้ว ... ไม่ต้องตกใจนะครับว่าหายไปไหน
แต่มีอะไรบางอย่างต้องสะสาง
อย่างแรกคือ ไปเช็คเรตติ้งมา คนอ่านเยอะมาก แต่ว่าเม้นต์แค่สิบหยิบครึ่งเอง
แค่ทักทายเฉยๆก็ได้ครับ อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าไม่ได้พูดคนเดียว
วิธีเม้นต์ก็ง่ายมาก
ใครมีอีเมลล์ของ google อยากโฆษณาบล็อกตัวเอง ตามสบายเลยครับ
ก็คลิกที่ google account แล้ว จัดการกรอกเมลล์หรือบล็อกให้เสร็จสิ้น
ใครอยากทิ้งชื่อก็คลิกที่ Name/URL แล้วก็ลงนามให้เสร็จสรรพ
ใครอยากเป็นแนวสายลมที่หวังดี แบบนิรนามก็คลิก anonymous
สองอย่างหลังไม่ต้องมีอีเมล์ครับ
อย่างที่สอง จะเม้นต์อะไรก็อ่านดีๆด้วย เขิน/อายคนเป็นเหมือนกันนะ
อุตส่าห์เชื่อใจให้มนุษย์ทุกคนอ่านได้ ครูโรงเรียนต้น ม.ปลาย ยังมาแอบอ่านเลย
เพราะงั้นช่วยๆ กันหน่อยนะครับพ่อแม่พี่น้อง
อย่างที่สาม
มันอาจจะดูยาวไป แต่จริงๆทางเราพยายามทำให้อ่านง่ายที่สุดเลยครับ ไม่ต้องห่วง
ซอยเป็นประโยคสั้นๆ กวาดสายตาลงได้สะดวก มีภาพแทรก ไว้พักสายตา
แล้วก็เป็นมาร์คให้รู้ด้วยว่าอ่านไปถึงไหน เผื่อพักกินน้ำ
เห็นมั้ยครับ เราห่วงใยผู้บริโภคขนาดไหน
บางคนไม่มีพื้นหลังเกี่ยวกับชีวิตนักเรียนทุน หรือระบบการเรียนเมืองนอกเลย
ก็เลยต้องอธิบายซักนิด เพื่อให้นึกภาพออกบ้าง
ใครรู้แร้วก็ผ่านไปได้เลยครับ
อย่างสุดท้าย
ไอ้เราก็เป็นคนดีมีมารยาท
วันก่อนจะเอารูปลงบล็อก ก็บอกคนในรูปก่อนว่าจะลง
มารร้ายหมายเลขสี่ของชีวิต ไปแอบรู้มาว่าเราจะเขียนบล็อกแฉมัน
พอมันได้ยินจากปากเราว่าจะเอารูปไปลง
มันเข้าใจผิดว่าเราจะลงบล็อกมารร้ายนั่น
เค้าก็โทรมาต่อว่าสารพัด ว่าถ้าไม่เอารูปออก
ก็จะแอบจองตั๋วบินมา เอาสากกระเบือ ตำ labtop ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ (พูดแบบโกรธมาก)
(สังเกตจากความลาว และความเลวของมัน คงพอเดาออกนะว่าเป็นใคร)
ก็เลยตัดไฟแต่ต้นลม เอารูปที่มีหน้าเค้าออกไป
พอมารู้ทีหลังว่าเป็นบล็อกคุณธรรม ก็มาโวยใหญ่ว่า
..มาหลอกกันให้เข้าใจผิด
..อดแจ้งเกิดทางศาสนา
เฮ่อ ศาสนาไหนจะรับเนี่ย...
อ้าวพล่ามอยู่นาน เริ่มเลยดีกว่านะ
..............
ต่อไปนี้จะมีการกล่าวถึงบุคคลที่สอง สาม สี่ ห้า ... อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก็เลยจะใช้ชื่อสมมติทั้งหมด ใครอยากดังให้ใส่ชื่อจริงก็แอบกระซิบกันได้นะ
เดี๋ยวจัดให้
เราหารูปยากมากอะ ใครยังมีเก็บๆไว้ แล้วเข้ากับเนื้อหาช่วยๆหน่อยนะ
วันนั้นเป็นวันที่เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกมาก
ทั้งสับสน ตื่นเต้น กลัว อาลัย อาวรณ์ หลายๆความรู้สึกบรรยายไม่ถูก
วันนั้น ดอนเมืองเกือบแตกจริงๆนะ
เพราะว่านักเรียนทุนที่จะไปอเมริกาปีนี้ รอบนี้มีมากกว่าครึ่งร้อย
แต่ละคนก็ญาติเยอะกันทั้งนั้น เพื่อนสมัยอนุบาล แล้วก็เพื่อนปัจจุบันก็ตัวดี
เข้าใจความรู้สึกเลยครับว่าดาราเป็นไง (กล้าพูด)
เพราะว่าเรามีเวลาให้แต่ละคนน้อยมาก ทั่งๆที่อยากจะพูดนานๆ
บางคนบินมาส่งจากบ้านนาโน่น ไปเช้าเย็นกลับก็ได้คุยกันไม่กี่คำ
คุยน้อยยังดีกว่าไม่คุย เลยต้องบริหารเวลาดีๆว่าจะทำไรบ้าง
แต่ภาพที่ยังตรึงตาในวันนั้นคือ รอยยิ้มของทุกคน
ทุกคน (ทั้งผู้มาส่ง และผู้รับ) ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสมาก
อยากให้ทั้งโลกเป็นแบบนี้จัง
ห้าทุ่มครึ่ง ได้เวลาจากมาตุภูมิ ก็วิ่งเข้าไปที่ boarding zone
พอเลยประตูแล้ว ช่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นวัวลืมตีนมาก
เพราะว่าไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์คนที่อยู่ข้างหลังเลย
อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นนักสู้ชีวิตมานานแล้วมั้ง
จึงคิดว่าเรื่องจากลาไปรับอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร
ตอนนั้นคิดแต่ว่า ชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไงน้า นึกภาพไม่ออกเลย
ไฟลต์นั้นเป็นไฟลต์การบินไทย ตรงดิ่งจากกรุงเทพไปสนามบิน JFK ที่นิวยอร์ก
(ไม่รู้ว่ากับตันหนิง กับเชอรรี่บินไปด้วยรึปล่าว)
ที่เค้าเลือกไฟลต์เดียวสายตรง ก็คงเพราะไม่อยากให้วุ่นวาย
เดี๋ยวเด็กๆพลัดหลงระว่างทาง ไปแอ๊บแบ๊วอยู่ญี่ปุ่น ล่ะก็ จะเดือดร้อนกันไปทั่ว
(note: ไฟลต์ ไทย-อเมริกา ส่วนมากจะให้เราไปหยุดที่ญี่ปุ่นก่อนเพื่อเปลี่ยนเครื่อง)
ก.พ.เค้าจองชั้น Economy ให้เด็กๆหมดเลย
แล้วก็มีที่จองให้พี่ๆที่มาดูแลพวกเรา อันนี้ชั้น Premium
ก่อนหน้านั้นไม่รู้ไปทำบุญอะไรมา ปรากฏว่าได้ไปนั่งชั้น Premium แทนพี่ๆเค้า
เพราะเค้าอยากดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิด เค้าเลยโดนจัดไปนั่ง Economy แทน
ส่วนร่วมผู้โชคดีด้วยเป็น ด้วง และ มีน (ขอย้ำ ชื่อสมมติ)
ด้วง เป็นเด็กอีสาน ที่เพื่อนๆชอบล้อว่าบ้านนอก แต่จริงๆเค้าแอบมีความเป็นเมืองสูงมากเลยนะ
เรื่องอะไรถามเจ้าตัวเอาเอง
มีน เป็นสาวเหนือ มีการพูดช้า ยิ้มหวานการันตี คนนี้นั่งติดๆกันเลย
เป็นคนหัวคำนวณครับ (แต่คูณเลขหารเลขไม่ค่อยจะเป็นนะ อันนี้เรื่องจริง)
แต่แอบคำนวณว่า เอ๊... โชคดีหรือโชคร้ายวะ
ที่นั่งสบาย บริการดีกว่าก็จริง แต่ว่าโอกาสที่ได้รู้จักเพื่อนๆก็น้อยลง
แต่ก็ชั่งมันเหอะ ยังมีเวลารู้จักกันอีกเยอะ นั่งให้สบายๆก่อน
โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย
ได้นั่งติดหน้าต่างเลยครับ ตรงปีกเป๊ะ
คิดในใจ perfect มาก (สวรรค์เข้าข้างคนหน้าตาดีอีกแล้ว)
ไม่เคยมองลงไปด้านล่างจากที่สูงๆแบบนี้เลยครับ
มองไปด้านล่างเห็นพื้นเมฆเรียบเป็นแนวเดียวกันเลย ตื่นเต้นมาก
รีบถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูรูปถ่าย (ค่อยบอกทีหลัง ว่าเกิดไรขึ้น)
เส้นทางการบินคือบินคือ บินผ่านญี่ปุ่น เลียบขั้วโลกเหนือ อลาสก้า แล้วก็มาลงเจเอฟเค
นั่งไปซักพักแดดเริ่มออก ตอนนี้เริ่มสำนึกแล้วว่าความซวยมีจริง
เพราะว่าแดดมันส่องมาด้านหน้าต่าง แบบยูวีเต็มเปี่ยมไม่ผ่านการกรองจากเมฆ
ส่วนอีกด้านก็แอร์เย็นเฉียบ ร้อนๆหนาวๆอยู่อย่างนี้
ปิดหน้าต่างก็ไม่ช่วยหายร้อนขึ้นมาเลย
กันแดดก็ไม่ได้ทา ใครจะรู้ล่ะว่าจะเป็นแบบนี้
มีคนแอบทักตอนลงจากเครื่องว่า หน้าแอบดำครึ่งนึง อีกครึ่งนึงดำมากกกกกก
เหมือนสัญลักษณ์ ลัทธิเต๋าเลย ( ... กรรม)
ออกไปไหนก็ลำบาก เกรงใจคนที่จะต้องเดินผ่าน
เดี๋ยวนี้เวลาจะไปไหน ถ้าเลือกได้จองที่ริมทางเดินทุกที เพราะไม่รู้จะมองอะไรแล้ว
มองแอร์หรือคนที่เดินตาม aisle ดีกว่า อิๆ
(aisle เวลาฝรั่งเค้าพูดจะไม่มีเสียง s... aisle เป็นทางเดินบนเครื่องบิน แต่จริงๆแล้วก็ใช้กับที่อื่นด้วย อย่างเช่นทางเดินของหอประชุม โรงหนัง ห้องสมุด ซุปเปอร์มาร์เกต พอเห็นภาพนะครับ)
และแล้วก็มาถึงครับ ...ดินแดนแห่งเสรีภาพ
รวมเวลาเดินทางประมาณสิบแปดชั่วโมง ตอนนั้นตื่นเต้นมาก
สิ่งที่ต้องทำคือ เกาะหางตามๆกันไปเพราะถ้าเกิดหลงฝูงขึ้นมา ชะตาขาดแน่
มีรถมีรับจากสนามบินเจเอฟเค ไปอีกสนามบินนึง นามว่า LaGuardia เพื่อขึ้นเครื่องต่อภายในประเทศ
ในรถก็ถ่ายรูปกันยกใหญ่ตามประสากะเหรี่ยงอพยพ เราก็ไม่น้อยหน้าถ่ายไปหลายชอตต์
ในรถก็มีร้องเพลงเล่นกีตาร์กันสนุกสนานเฮฮา
มองไปข้างทางเห็นบ้านคน แปลกใจมาก ไม่ยักเหมือนกับที่ไทยเลย
บ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียวถึงสองชั้น ทำด้วยไม้ทาสีอ่อนๆ
แต่ละหลังก็มีเอกลักษณ์ไปคนละแบบ จะเรียกว่าแข่งกันแปลกก็ว่าได้
บ้านแบบสไตล์นี้ เค้าเรียกว่าบ้านนิวอิงแลนด์
(Note:
ท้องฟ้าซัมเมอร์ประเทศนี้จะฟ้ามาก ไม่มีเมฆเลย
ป่าและทุ่งหญ้าข้างทางสวยมาก
บินจาก LaGuardia ไปรัฐ
แล้วก็มีรถมารับต่อไปยังที่ที่พวกเราต้องไป orientation หรือปฐมนิเทศน์กันสองเดือน
เป็นชื่อ โรงเรียนประจำ หรือ Boarding School ชื่อว่า
นักเรียนทุนทุกรุ่นต้องไปที่นี่
เปรียบเสมือนแหล่งฟักตัวที่ให้พวกเราไปฝึกภาษา แล้วก็รู้ทักษะการเอาตัวรอดในบ้านเมืองนี้
ที่นี่ล่ะครับเป็นที่ที่แรก ที่มีทั้งรอยยิ้มและรอยน้ำตา
เอ้อ...มีเรื่องน่าอายเรื่องนึง ไม่เคยคิดจะบอกใคร
ตอนนั้นได้ยินแว่วๆว่า Brewster ห่างไกลความเจริญมาก
อยู่ในป่าลึก ออกไปไหนก็ลำบาก
พอดีตอนนั้นเค้าแจกอาหาร น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำส้ม ตอนลงจากเครื่อง
แบบอยากกินเท่าไหร่ก็หยิบ ก็เลยคิดว่าเอาไปตุนดีกว่า เผื่อจะอด
ก็เอาไปเต็มกระเป๋าเลย ถ่ายรูปรอบๆสนามบินซักนิด
หวังไว้ว่าจะเอารูปส่งไปอวดเพื่อนๆที่ไทย ถ่ายเสร็จใส่กระเป๋าสะพาย
ก่อนลงจากรถกะเอามาถ่ายอีกรอบ เปิดออกมาประกฎว่ากล้องจมน้ำส้มตาย
แตกมาตอนไหนก็ไม่รู้…
หมดกัน กล้องเจ้ง รูปก็เสีย เพราะรู้จักพอดีและความฉลาดของเราแท้ๆ (ที่ไม่มี)
ในที่สุดก็มาถึง Brewster ที่ได้ยินมา...สวยสมคำร่ำลือ
อย่างที่บอกนะครับ สวยมาก แบบเป็นธรรมชาติๆดี
วันนี้ยาวมากแล้ว ค่อยมาเล่าต่อวันหลังนะครับ

รูปนี้รู้สึกว่าได้จากอาร์ต ใครอยากเอาเค้าไปเป็นช่างภาพติดต่อผ่านได้นะครับ
มีเรื่องนึงที่ต้องมาเผาวันนี้ให้ได้คือ วีรกรรมของเจ้าด้วงมัน
หวังว่าคงจำกันได้นะครับ คนนี้
ขอบอกว่ามันฉลาดกว่าผม(เรื่องน้ำส้มนั่น) เป็นล้านเท่า
เรื่องก็มีอยู่ว่า พอผมเอากระเป๋าเก็บเข้าดอร์ม
พวกเราก็หิวกัน ก็เลยเอามาม่ามาต้มกินกันที่ lounge หรือว่าห้องนั่งเล่น
ตอนนั้นมีผม มีด้วง มีบลู (ชื่อสมมติ) มาต้มกินกัน
ไม่มีหม้อมีไหอะไรหรอกครับ ก็ฉีกซองมาม่า เต็มน้ำ เข้าไมโครเวฟ
พอกด start เท่านั้นแหละ ด้วงถึงขนาดกระโดดหนี ไปแอบอยู่หลังโซฟา
ผมกับ บลูก็ถามมันว่า เป็นบ้าอะไร หยิ่งกะเล่นซ่อนแอบ
มันก็โผล่หัวมาแล้วก็บอกว่า
“ไมโครเวฟจะมีรังสีที่สามารถทะลุทะลวงเสื้อผ้าทำให้เป็นหมันได้ ถ้าอยู่ไกล้มันเกินสองเมตรก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูง ”
พวกเรามองหน้ากัน แล้วก็กลืนน้ำลายในความเว่อร์ของมัน
“จริงๆนะ คนเราชอบบริโภคเทคโนโลยีทั้งๆที่ไม่รู้จักการใช้ และอันตรายของมัน”
“จ้า...พ่อคนเก่ง” บลูเก็บน้ำเสียงหมั่นไส้ไม่ไหว ...
ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ดดดดดด
“สุขแล้ว กินกันเหอะ” ผมตัดบท
“เดี๋ยวๆอย่าเพิ่งๆ ทิ้งให้รังสีสลายตัวซักครึ่งนาทีก่อน” ด้วงปรามไว้
“โอ้ย ยอมให้อสุจิตายซักตัว ดีกว่ามาม่าจะอืดซะก่อน” ผอมก็เลยลุกไปหยิบ
แล้วเราก็แย่งกันกิน ไม่ถึงนาที...หมดเกลี้ยงตามความคาดหมาย
แล้วด้วงก็ลุกขึ้น แล้วก็เดินไปที่ไมโครเวฟ
หยิบแผ่น dryer sheet ในกล่องที่วางข้างๆไมโครเวฟมาเช็ดปาก...สามสี่ที
(dryer sheet คือแผ่นที่เอาไว้ใส่ในเครื่องอบผ้าให้แห้ง เผื่อความหอมของผ้า)

ผมกับบลูก็มองหน้ากันแบบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เส้นมาม่าเกือบออกจมูกยังไงยังงั้น
แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอก เพราะแสนจะหมั่นไส้มันเหลือเกิน
คิดในใจ ... จ้า..พวกใช้เทคโนโลยีเป็น
มันยังบอกอีกว่า “กระดาษทิชชู่ที่นี่ หอมดีเนอะ”
...ยาวอีกละ ตัดไว้แค่นี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน
วันหลังจะมาเล่าเรื่องรูมเมตตัวแสบ
ถือว่าเป็นมรสุมแรก ของการผจญภัยครั้งนี้
เจอกันนะครับ














