Thursday, July 31, 2008

ตอนที่ 1

กลับมาแล้ว ... ไม่ต้องตกใจนะครับว่าหายไปไหน

แต่มีอะไรบางอย่างต้องสะสาง

อย่างแรกคือ ไปเช็คเรตติ้งมา คนอ่านเยอะมาก แต่ว่าเม้นต์แค่สิบหยิบครึ่งเอง

แค่ทักทายเฉยๆก็ได้ครับ อย่างน้อยก็ให้รู้ว่าไม่ได้พูดคนเดียว

วิธีเม้นต์ก็ง่ายมาก

ใครมีอีเมลล์ของ google อยากโฆษณาบล็อกตัวเอง ตามสบายเลยครับ

ก็คลิกที่ google account แล้ว จัดการกรอกเมลล์หรือบล็อกให้เสร็จสิ้น

ใครอยากทิ้งชื่อก็คลิกที่ Name/URL แล้วก็ลงนามให้เสร็จสรรพ

ใครอยากเป็นแนวสายลมที่หวังดี แบบนิรนามก็คลิก anonymous

สองอย่างหลังไม่ต้องมีอีเมล์ครับ




อย่างที่สอง จะเม้นต์อะไรก็อ่านดีๆด้วย เขิน/อายคนเป็นเหมือนกันนะ

อุตส่าห์เชื่อใจให้มนุษย์ทุกคนอ่านได้ ครูโรงเรียนต้น ม.ปลาย ยังมาแอบอ่านเลย

เพราะงั้นช่วยๆ กันหน่อยนะครับพ่อแม่พี่น้อง




อย่างที่สาม

มันอาจจะดูยาวไป แต่จริงๆทางเราพยายามทำให้อ่านง่ายที่สุดเลยครับ ไม่ต้องห่วง

ซอยเป็นประโยคสั้นๆ กวาดสายตาลงได้สะดวก มีภาพแทรก ไว้พักสายตา

แล้วก็เป็นมาร์คให้รู้ด้วยว่าอ่านไปถึงไหน เผื่อพักกินน้ำ

เห็นมั้ยครับ เราห่วงใยผู้บริโภคขนาดไหน

บางคนไม่มีพื้นหลังเกี่ยวกับชีวิตนักเรียนทุน หรือระบบการเรียนเมืองนอกเลย

ก็เลยต้องอธิบายซักนิด เพื่อให้นึกภาพออกบ้าง

ใครรู้แร้วก็ผ่านไปได้เลยครับ


อย่างสุดท้าย

ไอ้เราก็เป็นคนดีมีมารยาท

วันก่อนจะเอารูปลงบล็อก ก็บอกคนในรูปก่อนว่าจะลง

มารร้ายหมายเลขสี่ของชีวิต ไปแอบรู้มาว่าเราจะเขียนบล็อกแฉมัน

พอมันได้ยินจากปากเราว่าจะเอารูปไปลง

มันเข้าใจผิดว่าเราจะลงบล็อกมารร้ายนั่น

เค้าก็โทรมาต่อว่าสารพัด ว่าถ้าไม่เอารูปออก

ก็จะแอบจองตั๋วบินมา เอาสากกระเบือ ตำ labtop ให้แตกเป็นเสี่ยงๆ (พูดแบบโกรธมาก)

(สังเกตจากความลาว และความเลวของมัน คงพอเดาออกนะว่าเป็นใคร)

ก็เลยตัดไฟแต่ต้นลม เอารูปที่มีหน้าเค้าออกไป

พอมารู้ทีหลังว่าเป็นบล็อกคุณธรรม ก็มาโวยใหญ่ว่า

..มาหลอกกันให้เข้าใจผิด

..อดแจ้งเกิดทางศาสนา

เฮ่อ ศาสนาไหนจะรับเนี่ย...


อ้าวพล่ามอยู่นาน เริ่มเลยดีกว่านะ

..............

ต่อไปนี้จะมีการกล่าวถึงบุคคลที่สอง สาม สี่ ห้า ... อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ก็เลยจะใช้ชื่อสมมติทั้งหมด ใครอยากดังให้ใส่ชื่อจริงก็แอบกระซิบกันได้นะ

เดี๋ยวจัดให้


เราหารูปยากมากอะ ใครยังมีเก็บๆไว้ แล้วเข้ากับเนื้อหาช่วยๆหน่อยนะ




วันนั้นเป็นวันที่เต็มไปด้วยหลากหลายความรู้สึกมาก

ทั้งสับสน ตื่นเต้น กลัว อาลัย อาวรณ์ หลายๆความรู้สึกบรรยายไม่ถูก

วันนั้น ดอนเมืองเกือบแตกจริงๆนะ

เพราะว่านักเรียนทุนที่จะไปอเมริกาปีนี้ รอบนี้มีมากกว่าครึ่งร้อย

แต่ละคนก็ญาติเยอะกันทั้งนั้น เพื่อนสมัยอนุบาล แล้วก็เพื่อนปัจจุบันก็ตัวดี



เข้าใจความรู้สึกเลยครับว่าดาราเป็นไง (กล้าพูด)

เพราะว่าเรามีเวลาให้แต่ละคนน้อยมาก ทั่งๆที่อยากจะพูดนานๆ

บางคนบินมาส่งจากบ้านนาโน่น ไปเช้าเย็นกลับก็ได้คุยกันไม่กี่คำ

คุยน้อยยังดีกว่าไม่คุย เลยต้องบริหารเวลาดีๆว่าจะทำไรบ้าง

แต่ภาพที่ยังตรึงตาในวันนั้นคือ รอยยิ้มของทุกคน

ทุกคน (ทั้งผู้มาส่ง และผู้รับ) ต่างยิ้มแย้มแจ่มใสมาก

อยากให้ทั้งโลกเป็นแบบนี้จัง



ห้าทุ่มครึ่ง ได้เวลาจากมาตุภูมิ ก็วิ่งเข้าไปที่ boarding zone

พอเลยประตูแล้ว ช่างรู้สึกว่าตัวเองเป็นวัวลืมตีนมาก

เพราะว่าไม่รู้สึกอาลัยอาวรณ์คนที่อยู่ข้างหลังเลย

อาจจะเป็นเพราะว่าเราเคยเป็นนักสู้ชีวิตมานานแล้วมั้ง

จึงคิดว่าเรื่องจากลาไปรับอะไรใหม่ๆ ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายอะไร

ตอนนั้นคิดแต่ว่า ชีวิตข้างหน้าจะเป็นยังไงน้า นึกภาพไม่ออกเลย



ไฟลต์นั้นเป็นไฟลต์การบินไทย ตรงดิ่งจากกรุงเทพไปสนามบิน JFK ที่นิวยอร์ก

(ไม่รู้ว่ากับตันหนิง กับเชอรรี่บินไปด้วยรึปล่าว)

ที่เค้าเลือกไฟลต์เดียวสายตรง ก็คงเพราะไม่อยากให้วุ่นวาย

เดี๋ยวเด็กๆพลัดหลงระว่างทาง ไปแอ๊บแบ๊วอยู่ญี่ปุ่น ล่ะก็ จะเดือดร้อนกันไปทั่ว

(note: ไฟลต์ ไทย-อเมริกา ส่วนมากจะให้เราไปหยุดที่ญี่ปุ่นก่อนเพื่อเปลี่ยนเครื่อง)



ก.พ.เค้าจองชั้น Economy ให้เด็กๆหมดเลย

แล้วก็มีที่จองให้พี่ๆที่มาดูแลพวกเรา อันนี้ชั้น Premium

ก่อนหน้านั้นไม่รู้ไปทำบุญอะไรมา ปรากฏว่าได้ไปนั่งชั้น Premium แทนพี่ๆเค้า

เพราะเค้าอยากดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิด เค้าเลยโดนจัดไปนั่ง Economy แทน

ส่วนร่วมผู้โชคดีด้วยเป็น ด้วง และ มีน (ขอย้ำ ชื่อสมมติ)

ด้วง เป็นเด็กอีสาน ที่เพื่อนๆชอบล้อว่าบ้านนอก แต่จริงๆเค้าแอบมีความเป็นเมืองสูงมากเลยนะ

เรื่องอะไรถามเจ้าตัวเอาเอง

มีน เป็นสาวเหนือ มีการพูดช้า ยิ้มหวานการันตี คนนี้นั่งติดๆกันเลย




เป็นคนหัวคำนวณครับ (แต่คูณเลขหารเลขไม่ค่อยจะเป็นนะ อันนี้เรื่องจริง)

แต่แอบคำนวณว่า เอ๊... โชคดีหรือโชคร้ายวะ

ที่นั่งสบาย บริการดีกว่าก็จริง แต่ว่าโอกาสที่ได้รู้จักเพื่อนๆก็น้อยลง

แต่ก็ชั่งมันเหอะ ยังมีเวลารู้จักกันอีกเยอะ นั่งให้สบายๆก่อน

โอกาสแบบนี้มีไม่บ่อย





ได้นั่งติดหน้าต่างเลยครับ ตรงปีกเป๊ะ

คิดในใจ perfect มาก (สวรรค์เข้าข้างคนหน้าตาดีอีกแล้ว)

ไม่เคยมองลงไปด้านล่างจากที่สูงๆแบบนี้เลยครับ

มองไปด้านล่างเห็นพื้นเมฆเรียบเป็นแนวเดียวกันเลย ตื่นเต้นมาก

รีบถ่ายรูปเก็บไว้ แต่เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ดูรูปถ่าย (ค่อยบอกทีหลัง ว่าเกิดไรขึ้น)

เส้นทางการบินคือบินคือ บินผ่านญี่ปุ่น เลียบขั้วโลกเหนือ อลาสก้า แล้วก็มาลงเจเอฟเค

นั่งไปซักพักแดดเริ่มออก ตอนนี้เริ่มสำนึกแล้วว่าความซวยมีจริง

เพราะว่าแดดมันส่องมาด้านหน้าต่าง แบบยูวีเต็มเปี่ยมไม่ผ่านการกรองจากเมฆ



ส่วนอีกด้านก็แอร์เย็นเฉียบ ร้อนๆหนาวๆอยู่อย่างนี้

ปิดหน้าต่างก็ไม่ช่วยหายร้อนขึ้นมาเลย

กันแดดก็ไม่ได้ทา ใครจะรู้ล่ะว่าจะเป็นแบบนี้





มีคนแอบทักตอนลงจากเครื่องว่า หน้าแอบดำครึ่งนึง อีกครึ่งนึงดำมากกกกกก

เหมือนสัญลักษณ์ ลัทธิเต๋าเลย ( ... กรรม)

ออกไปไหนก็ลำบาก เกรงใจคนที่จะต้องเดินผ่าน

เดี๋ยวนี้เวลาจะไปไหน ถ้าเลือกได้จองที่ริมทางเดินทุกที เพราะไม่รู้จะมองอะไรแล้ว

มองแอร์หรือคนที่เดินตาม aisle ดีกว่า อิๆ

(aisle เวลาฝรั่งเค้าพูดจะไม่มีเสียง s... aisle เป็นทางเดินบนเครื่องบิน แต่จริงๆแล้วก็ใช้กับที่อื่นด้วย อย่างเช่นทางเดินของหอประชุม โรงหนัง ห้องสมุด ซุปเปอร์มาร์เกต พอเห็นภาพนะครับ)




และแล้วก็มาถึงครับ ...ดินแดนแห่งเสรีภาพ

รวมเวลาเดินทางประมาณสิบแปดชั่วโมง ตอนนั้นตื่นเต้นมาก

สิ่งที่ต้องทำคือ เกาะหางตามๆกันไปเพราะถ้าเกิดหลงฝูงขึ้นมา ชะตาขาดแน่

มีรถมีรับจากสนามบินเจเอฟเค ไปอีกสนามบินนึง นามว่า LaGuardia เพื่อขึ้นเครื่องต่อภายในประเทศ

ในรถก็ถ่ายรูปกันยกใหญ่ตามประสากะเหรี่ยงอพยพ เราก็ไม่น้อยหน้าถ่ายไปหลายชอตต์

ในรถก็มีร้องเพลงเล่นกีตาร์กันสนุกสนานเฮฮา









มองไปข้างทางเห็นบ้านคน แปลกใจมาก ไม่ยักเหมือนกับที่ไทยเลย

บ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียวถึงสองชั้น ทำด้วยไม้ทาสีอ่อนๆ

แต่ละหลังก็มีเอกลักษณ์ไปคนละแบบ จะเรียกว่าแข่งกันแปลกก็ว่าได้

บ้านแบบสไตล์นี้ เค้าเรียกว่าบ้านนิวอิงแลนด์

(Note: New England ใช้เรียกภูมิภาคแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา เคยเป็นที่ที่พวกโคโลนีหรือพวกอาณานิคมตั้งรกรากมาก่อนส่วนใหญ่มาจากประเทศอังกฤษ เลยได้รับชื่อว่า New England วัฒนธรรมและคนแถวนี้จะมีลักษณะเฉพาะตัว )




ท้องฟ้าซัมเมอร์ประเทศนี้จะฟ้ามาก ไม่มีเมฆเลย

ป่าและทุ่งหญ้าข้างทางสวยมาก

บินจาก LaGuardia ไปรัฐ New Hampshire

แล้วก็มีรถมารับต่อไปยังที่ที่พวกเราต้องไป orientation หรือปฐมนิเทศน์กันสองเดือน

เป็นชื่อ โรงเรียนประจำ หรือ Boarding School ชื่อว่า Brewster Academy

นักเรียนทุนทุกรุ่นต้องไปที่นี่

เปรียบเสมือนแหล่งฟักตัวที่ให้พวกเราไปฝึกภาษา แล้วก็รู้ทักษะการเอาตัวรอดในบ้านเมืองนี้

ที่นี่ล่ะครับเป็นที่ที่แรก ที่มีทั้งรอยยิ้มและรอยน้ำตา




เอ้อ...มีเรื่องน่าอายเรื่องนึง ไม่เคยคิดจะบอกใคร

ตอนนั้นได้ยินแว่วๆว่า Brewster ห่างไกลความเจริญมาก

อยู่ในป่าลึก ออกไปไหนก็ลำบาก

พอดีตอนนั้นเค้าแจกอาหาร น้ำดื่ม น้ำอัดลม น้ำส้ม ตอนลงจากเครื่อง

แบบอยากกินเท่าไหร่ก็หยิบ ก็เลยคิดว่าเอาไปตุนดีกว่า เผื่อจะอด

ก็เอาไปเต็มกระเป๋าเลย ถ่ายรูปรอบๆสนามบินซักนิด

หวังไว้ว่าจะเอารูปส่งไปอวดเพื่อนๆที่ไทย ถ่ายเสร็จใส่กระเป๋าสะพาย

ก่อนลงจากรถกะเอามาถ่ายอีกรอบ เปิดออกมาประกฎว่ากล้องจมน้ำส้มตาย

แตกมาตอนไหนก็ไม่รู้…

หมดกัน กล้องเจ้ง รูปก็เสีย เพราะรู้จักพอดีและความฉลาดของเราแท้ๆ (ที่ไม่มี)




ในที่สุดก็มาถึง Brewster ที่ได้ยินมา...สวยสมคำร่ำลือ

อย่างที่บอกนะครับ สวยมาก แบบเป็นธรรมชาติๆดี

วันนี้ยาวมากแล้ว ค่อยมาเล่าต่อวันหลังนะครับ


รูปนี้รู้สึกว่าได้จากอาร์ต ใครอยากเอาเค้าไปเป็นช่างภาพติดต่อผ่านได้นะครับ


มีเรื่องนึงที่ต้องมาเผาวันนี้ให้ได้คือ วีรกรรมของเจ้าด้วงมัน

หวังว่าคงจำกันได้นะครับ คนนี้

ขอบอกว่ามันฉลาดกว่าผม(เรื่องน้ำส้มนั่น) เป็นล้านเท่า




เรื่องก็มีอยู่ว่า พอผมเอากระเป๋าเก็บเข้าดอร์ม

พวกเราก็หิวกัน ก็เลยเอามาม่ามาต้มกินกันที่ lounge หรือว่าห้องนั่งเล่น

ตอนนั้นมีผม มีด้วง มีบลู (ชื่อสมมติ) มาต้มกินกัน

ไม่มีหม้อมีไหอะไรหรอกครับ ก็ฉีกซองมาม่า เต็มน้ำ เข้าไมโครเวฟ

พอกด start เท่านั้นแหละ ด้วงถึงขนาดกระโดดหนี ไปแอบอยู่หลังโซฟา

ผมกับ บลูก็ถามมันว่า เป็นบ้าอะไร หยิ่งกะเล่นซ่อนแอบ

มันก็โผล่หัวมาแล้วก็บอกว่า

“ไมโครเวฟจะมีรังสีที่สามารถทะลุทะลวงเสื้อผ้าทำให้เป็นหมันได้ ถ้าอยู่ไกล้มันเกินสองเมตรก็จะยิ่งมีความเสี่ยงสูง ”

พวกเรามองหน้ากัน แล้วก็กลืนน้ำลายในความเว่อร์ของมัน

“จริงๆนะ คนเราชอบบริโภคเทคโนโลยีทั้งๆที่ไม่รู้จักการใช้ และอันตรายของมัน”

“จ้า...พ่อคนเก่ง” บลูเก็บน้ำเสียงหมั่นไส้ไม่ไหว ...




ตี๊ด ตี๊ด ตี๊ดดดดดด

“สุขแล้ว กินกันเหอะ” ผมตัดบท

“เดี๋ยวๆอย่าเพิ่งๆ ทิ้งให้รังสีสลายตัวซักครึ่งนาทีก่อน” ด้วงปรามไว้

“โอ้ย ยอมให้อสุจิตายซักตัว ดีกว่ามาม่าจะอืดซะก่อน” ผอมก็เลยลุกไปหยิบ

แล้วเราก็แย่งกันกิน ไม่ถึงนาที...หมดเกลี้ยงตามความคาดหมาย

แล้วด้วงก็ลุกขึ้น แล้วก็เดินไปที่ไมโครเวฟ

หยิบแผ่น dryer sheet ในกล่องที่วางข้างๆไมโครเวฟมาเช็ดปาก...สามสี่ที

(dryer sheet คือแผ่นที่เอาไว้ใส่ในเครื่องอบผ้าให้แห้ง เผื่อความหอมของผ้า)



ผมกับบลูก็มองหน้ากันแบบกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เส้นมาม่าเกือบออกจมูกยังไงยังงั้น

แต่ก็ไม่มีใครปริปากบอก เพราะแสนจะหมั่นไส้มันเหลือเกิน

คิดในใจ ... จ้า..พวกใช้เทคโนโลยีเป็น

มันยังบอกอีกว่า “กระดาษทิชชู่ที่นี่ หอมดีเนอะ”

...


ยาวอีกละ ตัดไว้แค่นี้ดีกว่า เดี๋ยวจะเบื่อซะก่อน

วันหลังจะมาเล่าเรื่องรูมเมตตัวแสบ

ถือว่าเป็นมรสุมแรก ของการผจญภัยครั้งนี้

เจอกันนะครับ


Saturday, July 26, 2008

ทักทายกันก่อนนะครับ

เฮ่ออออ..... กว่าจะได้ฤกษ์งามยามดีเคาะแป้นอีกครั้ง หลังจากไม่ได้เขียนอะไรมานานครบสองปีแล้ว
ทั้งๆที่ทางบ้านคอยดันให้เขียนอะไรเก็บไว้บ้าง (กะไว้แอบอ่าน ชัวร์...รู้ทัน)
พี่สาวก็เป็นนักเขียนไดอารี่ออนไลน์ เล่าบรรยายชีวิตการเป็นหมอ
เคยแอบเข้าไปด้อมๆมองๆ ก็เห็นคนมาให้กำลังใจเยอะดี
แต่พ่อกับแม่เข้าไปอ่าน วันละสามครั้งหลังอาหาร และก่อนนอน
(อันนี้ไม่ได้เวอร์ ของจริง... เลยไม่อยากเขียนเรื่องตัวเอง ฮาๆ)

เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับความทรงจำของมนุษย์เรา
เค้าบอกว่าถ้าไม่อยากให้เป็นโรคความจำเสื่อมตอนแก่ ให้หมั่นนึกถึงเรื่องราวของตัวเองในอดีตเข้าไว้ ประวัติตอนยิ่งเด็กได้ยิ่งดี



วันก่อนว่างๆ ไม่มีอะไรทำ ก็แอบไขกุญแจ เข้าไปอ่านสเปซตัวเอง ที่เขียนไว้สองปีที่แล้ว
ภาพต่างๆถ้อยคำต่างๆ ไหลพรูมาหยิ่งกะน้ำบ่าไหลหลากยังไงยังงั้น
ก็เลยมาคิดว่า จริงๆเขียนเก็บไว้ก็ดีนะ จะได้จำได้ว่าตอนนั้นเรารู้สึกยังไงบ้าง เรียนรู้อะไรมาบ้าง โตขึ้นบ้างรึปล่าว (อันนี้ความคิดนะ.. ไม่ใช่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง...อันนั้นน่ะ โตมานานแล้ว)
และบางทีพอถึงวัยทอง อาจจะได้เล่าเรื่องแบบนี้ให้ลูกหลานฟังก็ได้

ตอนแรกคิดว่าจะเขียนเก็บไว้คนเดียวแล้ว แบบเขียนเอง อ่านเอง ขำเอง ร้องไห้เอง อะไรประมาณนั้น (แต่ไม่อยากโดนหาว่า บ้า...คนเรามักไม่ยอมรับความจริง)
ตอนต้นซัมเมอร์นี้ไม่มีอะไรทำ เลยลองดู youtube สุ่มๆดู
ไปเจอรายการที่พี่แอร์กี่ เจ้าของบทประพันธ์งานเขียน ที่ถูกไปดัดแปลงเป็น ละครสงครามนางฟ้า
เค้ามาสัมภาษณ์รายการจับเข่าคุยกัน กับกลุ่มคนผู้เสียหาย ... แรงมาก แต่ไม่ตกใจครับ เพราะชีวิตจริงก็เคยเจออะไรแรงๆ มาเหมือนกัน (รายละเอียด เก็บไว้ทีหลัง ไม่อยากชักใบให้เรือเสีย)
ก็เลยลองเสริ์ชหาดู ใช้ keyword ว่า "แอร์กี่" ขึ้นมาเลยครับที่ต้องการ



"ชีวิตรันทด ,,, เรื่องจริงผ่านคอม" โด่งดังมากในเว็บพันทิพย์
ภาษาที่เค้าเขียน ไม่เหมือนกับนักเขียนที่เคยอ่านมาเลย
เหมือนเพื่อนเม้าท์กันมากกว่า
แต่อ่านไปอ่านมา วิธีการเขียนแบบนี้ดูเป็นพลังดีครับ
เหมือนฟังเพื่อนเล่า อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่เกร็ง และก็อยากรู้ต่อด้วย

ชอบตั้งแต่บทแรกเลยครับ ไม่ได้ชอบที่เค้าตบตีกันนะ อย่าตุ๊ต๊ะไป
แต่เค้าเล่าชีวิตเค้าไปด้วย เล่าเรื่องอาชีพบนฟ้าไปด้วย น่าสนใจดีครับ
สามสี่ปีนี้ที่มาเรียนที่อเมริกา เราก็ใช้บริการบนฟ้าบ่อย
แต่ไม่เคยยักกะรู้กลไกภายใน อะไรทำนองนั้น
แต่ก็พอนึกภาพออกครับ
ขนาดเราคุ้นเคยระดับนึง ยังตื่นเต้นตามได้ขนาดนี้
แล้วสำหรับคนที่ไม่เคยได้สัมผัสมันมาก่อน คงจะตาตั้งน่าดู
ทั้งที่คนที่เป็นแอร์เป็นกับตัน อาจจะคิดว่า เป็นเรื่องซ้ำซาก ไม่เห็นมีไรน่าตื่นเต้นเลยก็เป็นได้


เลยฉุกคิดขึ้นมาครับ
ว่าเรามาอยู่ที่นี่ ไกลบ้านมาขนาดนี้ ถึงสามปี ตอนนี้ก็ชินเกือบหมดทุกอย่างแล้ว
ชินกับสี่ฤดู ที่ร้อนจะละลาย และก็หนาวได้จับใจ
ชินกับการไปปาร์ตี้แล้วก็ต้อง ไปปั้นหน้าคุยเหมือนรู้จักกันมาสิบปี กับคนที่เรารู้จักเป็นครั้งแรก (แต่ก็แอบหนุกนะ ขอบอก)
ชินกับการที่ฝรั่งในบ้าน ปิดประตูห้องหนีหมด แล้วมีการแอบแช่ง เวลาแอบทำไข่เจียวชะอม กับคะน้าปลาเค็มในครัว แล้วลืมเปิดที่ดูดควัน
ชินกับการที่ฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็พูดแล้วไม่มีใครเข้าใจ
(ไมได้แย่ขนาดน้านนนน อยู่รอดมาสามปีแล้ว พูดไม่ได้ฟังไม่ได้ให้มันรู้ไป ขนาดพวกขายตัวให้ฝรั่งยังทำได้เลย
เราก็มีมือมีปากนะ ... เอ๊ะ เอาไปทำอะไรหว่า)
ชินเยอะแยะต่างๆมากมาย จนกลายเป็นรู้สึกว่า ชีวิตเราก็ธรรมดา น่าเบื่อไปวันๆ
เลยลืมนึกไปเลยว่า คนอีกซีกโลกนึงที่ไม่เคยได้มีโอกาสมาสัมผัสอะไรแบบนี้ คงแอบอย่างรู้เรื่องราวซ้ำๆของคนที่นี่เหมือนกัน

ขอนอกเรื่องนิด ... ใครรักใครก็รีบๆบอกรักไปเสียนะครับ เราอาจคิดว่าคำๆเดียว ไม่สำคัญไรมากมั้ง
แต่ไม่แน่นะ ใครบางคนอาจแอบลุ้นตัวโก่งตัวงออยู่ก็ได้
บางคนเถียง ... ไม่เชื่อ
อย่างน้อยก็ลองถามคนที่บ้านดูดิ ว่าท่านอยากได้ยินเราพูดหรือปล่าว
(ไหนๆก็ไหนๆแล้ว เอาเพลงป้าช่ามาเปิดคลอไปด้วยเลยละกัน)


เคยถูกเชิญ (หรือ เสนอตัววะ จำไม่ได้) จากโรงเรียนสมัย ม.ต้น ไปบรรยายให้เด็กๆฟัง ตอนซัมเมอร์ที่แล้ว
เราก็จิ๊กรูปจาก facebook (คล้ายๆ Hi5 ของไทยครับ แต่เมกาเค้านิยม facebook กัน) ไปลง ลง ลง Power Point
น้องๆนั่งดูตาแป๋ว ตาโปนเลย แบบว่าตื่นเต้นมาก แล้วแอบได้ Feedback กลับมาจากทางโรงเรียนว่า เป็นแรงบรรดาลใจให้น้องๆพวกนั้นมาก
(ที่จะขายบริการให้ฝรั่ง... เฮ้ย ไม่ใช่........... ที่จะสอบชิงทุนมาเรียนเมืองนอก)

ตอนนี้มาอยู่จนลืมไปแล้วว่า ตอนเรายังเป็นเด็กบ้านนอกที่ไม่เคยแม้จะมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ จะแอบฝันถึงการมาเรียนเมืองนอกรึปล่าวน้า
เห็นมั้ย... โทษของการไม่เขียนอะไรเก็บไว้



อีกเรื่องนึง กลับบ้านทีไรนะ เวลาไปเยี่ยมญาติ หรือคนรู้จัก ต้องแอบขนน้ำดื่มแอบบไว้กระโปรงรถ แบบกระป๋องยี่สิบลิตร ประมาณนั้น
บ้านญาติก็จะอยู่ไม่ไกลกันมาก กว่าจะเดินจากปากซอยถึงท้ายซอย ก็ตอบคำถามเดิมเด๊ะๆ ประมาณสิบรอบ
คอแห้ง เป็นทะเลทรายไปเลย
นี่ถ้ารู้ก่อนนะ จะเอาเครื่องอัดเสียงไปแทน กระป๋องน้ำ ประหยัดน้ำมันรถไปเยอะ ช่วยชาติ
นี่ถ้ากลับบ้านอีกรอบนะ จะปริ้นต์บล็อกนี้ไปแจกเหมือนกับ แจกการ์ดแต่งงานเลย
(จริงๆก็อยากแจกการ์ดแต่งงานมากกว่า อะนะ แต่ว่ามีชื่อบนการ์ดคนเดียวก็กระไรอยู่.. ใครอยากร่มลงชื่อ ก็บอกกันได้เด้อ...ไม่เกี่ยง)

โอ๊ยยย พล่ามอีกแล้ว ตั้งใจว่าจะเขียนแค่ สามบรรทัดนะเนี่ย
จริงๆอยากเขียนหลายแบบมาก ตอนแรกคิดว่าจะเขียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษดี
ได้ข้อสรุปว่าเป็นไบละกัน ....เฮ้ย ไม่ใช่..... biligual
ก็บล็อกนึงเป็นภาษาไทย อีกบล็อกนึงก็เป็นภาษาอังกฤษ เนื้อหาอาจจะคล้ายๆกัน
ก็เอาแบบให้คนอ่านเข้าใจอะ
ถ้าขืนแปลตรงตัวเนี่ย "แอร์กี่นักเขียนสงครามนางฟ้า มาสัมภาษณ์รายการจับเข่าคุยกัน ...แรงมาก"
นี่คงต้องมานั่งอธิบายเรื่องคำผวน (แอร์กี่) จนถึงต้องนิยามคำว่าแรง ให้ฝรั่งฟัง
แล้วมันก็ต้องมาถามอีกว่า ทำไมคุยกันต้องจับเข่าด้วย โอ๊ยยยย สามร้อยหน้าก็ไม่ได้หลับได้นอนกัน



แล้วบล็อกภาษาไทยก็คิดไว้ว่าจะทำสองบล็อก
บล็อกแรกก็อันนี้แหละ เน้นลูกค้าทุกเพศทุกวัย เด็ก ป. หนึ่งก็อ่านได้ (ถ้าอ่านออกนะ วงเล็บ)
และก็หวังว่า ผู้อ่านทุกคน คงอยากจะช่วยกันทำให้เป็นบล็อกที่สร้างสรรค์นะครับ
ช่วยกันแสดงความคิดเห็นที่ดีๆ ใช้คำสุภาพ
เรื่องดีๆ มาแบ่งปันกันนะครับ

ส่วนใครทนไม่ไหว อยากด่า อยากวีน
หรือใครที่ชอบทานเผ็ด ของร้อน ต้มยำน้ำข้น
มีอีกบล็อกจัดให้ครับ
อีกด้านนึงของชีวิต ก็มีเรื่องร้ายๆแรงๆ ดราม่าให้เผชิญครับ
ทั้งกับตัวเองบ้าง ทั้งกับคนอื่นบ้าง
แต่มันก็เกิดขึ้นแล้ว ก็เลยอยากที่จะเล่าสู่กันฟังไว้เป็นอุทาหรณ์
แต่ก็ถูกดัดแปลงไปเยอะครับ ทั้งชื่อตัวละคร, ฉาก, เวลา
แต่วีกรรมที่เกิดขึ้น บอกได้จริงหมด
ทีแรกก็อยากเล่าแบบเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง เอาแบบฉายวีดีโอย้อนระลึกให้ฟังเลย
แต่เราก็ยังต้องอยู่บนโลกซีกนี้กับเค้าๆ
และก็ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อนด้วย เดี๋ยวจะซวยเหมือนพี่แอร์กี่
ก็เลยขอประกาศไว้เลยว่า เป็นนิยาย อย่าไปสืบหาตัวจริงให้เสียเวลา
เพราะเดาไม่ถูกหรอก แล้วก็เสียเวลาทำมาหากินด้วย
โอ๊ย....เสียฤกษ์วางพวงมาลาบล็อกใหม่หมด
บล็อกที่ว่านั่นใกล้คลอดแล้ว เดี๋ยวมาโฆษณาที่นี่ครับ

เพื่อนคนนึงรู้เห็นเป็นใจกับการเขียนบล็อกนั้น
มันไปเห็นรูปเราตอนทำโปรเจคตอนเรียนญี่ปุ่น
มันก็มาทักว่า "เห็นแต่ไกล คิดว่าเป็นแอร์กี่ซะอีก"
แต่เริ่มมีลางสังหรณ์ว่า บล็อกนั้น ถ้าเขียนไปเขียนมา อาจจะลงไปนอนในโลงแอร์ได้แทนที่จะเป็นแอร์กี่
(แต่จริงๆแล้ว เคยโดนกดหัวลงพุ่มไม้ไปแล้ว ค่อยมาเล่าให้ฟังวันหลังนะ)
ก็เลย เอาบล็อกนี้มาเป็นผลงานก่อนละกัน
เผื่อเป็นอะไรไป


ก่อนตัดพวกมาลา วางศิลาฤกษ์
มาตกลงกันก่อน
บล็อกนี้ให้ทุกคนบนโลกนี้อ่านได้ครับ บอกต่อได้ไม่ว่า อยากได้ความเห็นเยอะๆครับ
แล้วก็คอมเมนต์ได้ทุกคนไม่มีปัญหา
แต่เวลาคอมเมนต์มันจะให้เรากรอกรหัส ตามที่เราเห็น
อันนี้รักกันจริงก็อย่าท้อนะครับ เพราะว่ามันเป็นการป้องกัน
ให้พวกที่เขียนโปรแกรมไว้ แล้วมาลงโฆษณา
บางทีถึงขายบริการก็มี มาโพสต์อัตโนมัติ แบบร้อยโพสต์ต่อวัน
อันนี้ไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เละแน่
แต่ก็ไม่อยากให้ยุ่งยากถึงกับต้องมี account อะไรมากมายให้เป็นพิธีรีตรอง
แต่คอมเมนต์ไว้แล้วไม่ขึ้นมาทันทีอย่าเพิ่งตกใจนะครับ
ถ้าไม่รุนแรงจนเกินไป มันก็โผล่มาต่อสายตาประชาชนวันเช้าวันพรุ่งเองล่ะครับ
ไม่ต้องห่วง

ขนาดเกริ่นนำนะเนี่ย ยาวซะขนาดนี้
เก็บกดมาจากไหนกันนักหนานะเรา
คราวหน้าจะเอาอะไรที่มีสาระ น่ารู้มาฝากซักทีครับ
เอาเป็นว่า อาจจะเป็นเรื่องที่เรามาเหยียบที่นี่ครั้งแรก เมื่อสามปีก่อน
มันส์หยดแน่ น้ำตาก็อาจจะหยดด้วย

ตอนนี้ยังไม่รู้หรอกครับว่า คิดถูกหรือปล่าวที่มาโพสต์
หรือเก็บไว้คนเดียวดี
ยังไงๆก็มาทักทาย ลงชื่อไว้บ้างก็ดี

คอยเป็นกำลังใจด้วยนะครับ
ให้คนที่อยู่บนโลกไกลบ้าน ได้มีแรงเดินต่อไป